<?xml version='1.0' encoding='UTF-8'?><?xml-stylesheet href="http://www.blogger.com/styles/atom.css" type="text/css"?><feed xmlns='http://www.w3.org/2005/Atom' xmlns:openSearch='http://a9.com/-/spec/opensearchrss/1.0/' xmlns:georss='http://www.georss.org/georss' xmlns:gd='http://schemas.google.com/g/2005' xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0'><id>tag:blogger.com,1999:blog-2752561975561296815</id><updated>2012-02-16T20:21:10.669-08:00</updated><title type='text'>somsak's coup postings</title><subtitle type='html'></subtitle><link rel='http://schemas.google.com/g/2005#feed' type='application/atom+xml' href='http://somsakcouppostings.blogspot.com/feeds/posts/default'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2752561975561296815/posts/default?max-results=100'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://somsakcouppostings.blogspot.com/'/><link rel='hub' href='http://pubsubhubbub.appspot.com/'/><author><name>somsak jeamteerasakul</name><uri>http://www.blogger.com/profile/14268134662317735521</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='28' height='32' src='http://2.bp.blogspot.com/_gl9__ug11T0/SMKGqP-9vAI/AAAAAAAAADw/DGuuiEFmCxs/S220/somsak.jpg'/></author><generator version='7.00' uri='http://www.blogger.com'>Blogger</generator><openSearch:totalResults>67</openSearch:totalResults><openSearch:startIndex>1</openSearch:startIndex><openSearch:itemsPerPage>100</openSearch:itemsPerPage><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2752561975561296815.post-8164709561827530041</id><published>2007-07-21T20:14:00.000-07:00</published><updated>2007-11-16T13:23:02.241-08:00</updated><title type='text'>"อัปรีย์ไป จัญไรมา", ABx และ ฮิตเล่อร์ : วิวาทะกับ ภัควดี วีระภาสพงษ์</title><content type='html'>(17-25 มีนาคม 2550)&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;หมายเหตุ :&lt;/strong&gt; กลางเดือนมีนาคม 2550 กลุ่ม "เครือข่าย 19 กันยาต้านรัฐประหาร" ได้ตีพิมพ์จดหมายข่าว &lt;strong&gt;ขัดขืน&lt;/strong&gt; ฉบับที่ 2 (ดาวน์โหลดได้&lt;a href="http://www.wevoteno.net/web/wp-content/uploads/2007/06/resist_newsletter_vol2.pdf"&gt;ที่นี่&lt;/a&gt;) เพื่อให้ตรงกับการเดินขบวนที่พวกเขาจัดขึ้น ไปบ้านสี่เสาเทเวศร์ เพื่อประท้วง เปรม ติณสูลานนท์ ผมได้แสดงความเห็นแย้งต่อบทนำของ &lt;strong&gt;ขัดขืน&lt;/strong&gt; ฉบับดังกล่าว ที่มีชื่อว่า "อัปรีย์ไป จัญไรมา" หลังจากนั้น ภัควดี วีระภาสพงษ์ ได้เขียนแสดงความเห็นแย้ง และผมได้เขียนตอบกลับ อันนำไปสู่การ "วิวาทะ" ในปัญหาท่าทีต่อนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง (โดยเฉพาะทักษิณ) และกลุ่มอำนาจอื่นๆ มีผู้อื่นมาร่วมแสดงความเห็นสนับสนุนและโต้แย้งด้วยหลายคน ข้างล่างนี้ ผมนำมาโพสต์ใหม่เฉพาะส่วนที่ผมและภัควดีเขียน สนใจดูกระทู้และความเห็นโต้แย้งทั้งหมดได้ตามลำดับ &lt;a href="http://www.sameskybooks.org/webboard/show.php?Category=sameskybooks&amp;No=3887"&gt;ทีนี่&lt;/a&gt;, &lt;a href="http://www.sameskybooks.org/webboard/show.php?Category=sameskybooks&amp;amp;No=3975"&gt;ที่นี่&lt;/a&gt;, &lt;a href="http://www.sameskybooks.org/webboard/show.php?Category=sameskybooks&amp;No=4028"&gt;ทีนี่&lt;/a&gt;, &lt;a href="http://www.sameskybooks.org/webboard/show.php?Category=sameskybooks&amp;amp;No=4080"&gt;ที่นี่&lt;/a&gt;, &lt;a href="http://www.sameskybooks.org/webboard/show.php?Category=sameskybooks&amp;No=4105"&gt;ที่นี่&lt;/a&gt; และ &lt;a href="http://www.sameskybooks.org/webboard/show.php?Category=sameskybooks&amp;amp;No=4123"&gt;ที่นี่&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;..................................&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ว่าด้วย คำขวัญ "อัปรีย์ไป จัญไรมา" ของ ขัดขืน ฉบับนี้&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;(17 มีนาคม 2550)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมขอเสนอสั้นๆว่า คำขวัญนี้ แม้จะฟังดู "มันส์ดี" &lt;strong&gt;แต่ในทางการเมือง ไมค่อยดีนัก &lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;ผมไม่จำเป็นต้องกลับไปที่ประเด็นเรื่อง "2 ไม่เอา" อีก&lt;br /&gt;เอาเฉพาะหน้า &lt;u&gt;ผมไม่คิดว่า เป็นเรื่องดีที่จะให้ประชาชนรู้สึกว่า "การเมืองไม่ว่าพวกไหนๆก็มีแต่อัปรีย์จัญไรทั้งนั้น"&lt;/u&gt;&lt;br /&gt;เพราะถ้างั้น จะเรียกร้องให้เข้าร่วมกันโค่นระบอบรัฐประหารทำไม?&lt;br /&gt;เพราะเดี๋ยว (พูดแบบกลับกัน) พวก "จัญไร" นี้ออกไป ก็จะกลับไปสู่ พวก "อัปรีย์" อีก...&lt;br /&gt;ในที่สุด ความรู้สึกแบบทีว่า ยังไงๆการเมือง ก็มีแต่เรื่องเลวๆ มีแต่เรื่อง "อัปรีย์จัญไร" ไม่ว่าพวกไหนๆ&lt;br /&gt;ความรุ้สึกแบบนี เป็นประโยชน์ต่อกลุ่มที่เล่นการเมือง แต่อ้างว่าไม่ได้กำลังเล่นการเมือง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#3366ff;"&gt;ภัควดี&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;(18 มีนาคม 2550)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#3366ff;"&gt;ความจริงภัคก็อยาก “ถกเถียง” เรื่องนี้กับ อ.สมศักดิ์มานาน แต่ก็พยายามหักห้ามใจตัวเองตลอด เพราะไม่แน่ใจว่าสามารถผูกมัดตัวเองที่จะถกเถียงกันได้นาน ๆ หรือไม่ หนนี้อดใจไม่ไหว ขอแสดงความคิดเห็นสักนิดหน่อยค่ะ นี่ก็เป็นความคิดเห็นของคนที่ไม่ใช่นักวิชาการนะคะ ขอพูดแบบคนบ้าน ๆ หรือลูกทุ่ง ๆ ก็แล้วกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตรรกะของอาจารย์ที่ว่า ถ้าไม่สนับสนุนทักษิณ ก็เท่ากับสนับสนุนการรัฐประหารโดยปริยาย ถ้าบอกว่านักการเมืองเลวหมด ก็เท่ากับเข้าทางของคนที่เปลือกนอกบอกไม่เล่นการเมือง แต่จริง ๆ แล้วเล่น (ภัคอาจสรุปข้อถกเถียงของอาจารย์จนหยาบ ๆ ไปบ้าง)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประการแรก ภัคคิดว่าตรรกะของอาจารย์นั้นใช้ได้ในโลกของความคิดเท่านั้น แต่ในโลกของความเป็นจริง ตัวแปรมันมีมากมาย และไม่มีทางไปจำกัดกะเกณฑ์ได้ว่า ทางเลือกในโลกมันมีอยู่แค่สองทางเท่านั้น มันก็เหมือนกับระบอบประชาธิปไตย มันไม่จำเป็นต้องเป็นระบอบเลือกตั้งเสียงข้างมากอย่างเดียว คนเรามีชีวิต มันก็ต้องต่อสู้ดิ้นรน แสวงหาหนทางสายใหม่ตลอดเวลา กลุ่มคนที่เขาไม่เอาทักษิณและไม่เอารัฐประหาร มันก็เป็นเส้นทางอีกสายหนึ่ง ที่จะว่าไปแล้วก็เป็นเส้นทางของคนส่วนน้อยในสังคมไทย (อย่าว่าแต่ในกลุ่มนี้ก็ยังมีหลากหลายความคิด เช่นเดียวกับในกลุ่มใหญ่อื่น ๆ) อาจารย์จะไม่ยอมเปิดพื้นที่ให้คนกลุ่มที่ 3, 4, 5, 6.... บ้างเลยหรือคะ ตรรกะในความคิดของอาจารย์เท่านั้นเองที่กำหนดว่า มันมีคนอยู่แค่สองกลุ่ม และถ้าโลกความเป็นจริงมันเป็นอย่างตรรกะในความคิดของอาจารย์ โลกมันคงไม่น่าอยู่มาก เพราะมันไม่เหลือพื้นที่ให้คนกลุ่มน้อยอยู่อีกเลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ภัคว่าคนเรามีชีวิตอยู่ ก็อยู่ด้วยความหวัง ถึงจะรู้ว่ามันไม่มีทางเป็นจริงในชีวิตนี้ แต่ถ้าอยู่โดยไม่มีความเชื่อมั่นในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ภัคก็ไม่รู้ว่าเราจะเป็นปัญญาชนหรือสนใจปัญหาสังคมไปทำไม ถ้าเราไม่มีความเชื่อมั่นในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ใครจะรัฐประหาร ทักษิณจะเป็นนายกฯ หรือไม่เป็น ชินคอร์ปจะถูก สนง.ทรัพย์สินฮุบไปหรือไม่ FTA จะเซ็นหรือเปล่า ฯลฯ เราจะสนไปทำไม ก็ทำมาหากินไปวัน ๆ ไม่ดีกว่าหรือคะ ถ้าเราเชื่อว่านักการเมืองมันเลวหมด ระบอบเลือกตั้งนี้ใช้ไม่ได้ แต่ไม่กล้าพูดเพราะกลัวหนีเสือปะจระเข้ ถ้าอย่างนั้น เราก็ต้องหุบปากปล่อยให้เสือขบ เพียงเพื่อไม่ต้องวิ่งหนีไปโดนจระเข้ฟัด สุดท้ายมันก็ตายทั้งสองทาง ถ้าอย่างนั้นก็พูดอย่างสำนวนจีนว่า “มีชีวิตอยู่มิสู้ตายเสียดีกว่า” วิธีคิดของอาจารย์มันเหมือนบอกว่า ถ้าเอ็งร้องแรกแหกกระเชอว่า เฮ้ย มาทางนี้เสือขบนะ มันจะทำให้คนอื่น ๆ วิ่งไปให้จระเข้ฟัด ซึ่งเท่ากับเป็นความรับผิดชอบทางจริยธรรมของคนที่ดันเจือกโวยวายขึ้นมา ทำไมไม่ปล่อยให้ทุกคนถูกเสือขบไปเนียน ๆ มันก็จริงครึ่งหนึ่งค่ะ ถ้าเราต้อนคนจากเสือไปให้จระเข้ฟัดโดยไม่บอก อย่างนี้ก็ถือว่าผิดครึ่งหนึ่ง แต่ถ้าเราตะโกนไปด้วยล่ะว่า เฮ้ย ทางนี้เสือ ทางโน้นจระเข้ เราต้องถางป่าหาทางใหม่นะ อย่างนี้ถือว่าผิดจริยธรรมด้วยหรือ? อย่าว่าแต่คนที่ตะโกนแบบนี้มักเป็นคนกลุ่มน้อยที่ใคร ๆ เขาก็ไม่ฟังกันอยู่แล้ว เพียงแต่เราก็หวังว่าจะมีคนฟังเรามากขึ้นเรื่อย ๆ ถ้าต้องมีชีวิตอยู่ด้วยความกลัวว่า จะเตะหมูเข้าปากหมาไปตลอด เราก็ได้แต่ง้างเท้าไปตลอดชีวิต ไม่กล้าเขี่ยลูกเสียที แล้วเมื่อไรจะได้ดูบอลล่ะคะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประการที่สอง ภัครู้สึกว่า การคิดว่าไม่ควรพูดอย่างนี้ เพราะจะไปเข้าทางฝ่ายนั้น มันเป็นเรื่องของการเล่นการเมืองตามสถานการณ์ ถ้าเราต้องทำอย่างนี้ตลอดไป เราก็ไม่ต้องศึกษาความคิดของนักคิดคนไหนอีกแล้วในโลก นอกจากมาเคียเวลลีคนเดียว ถ้าเป็นอย่างนั้น เราก็ไม่จำเป็นต้องมีปัญญาชน ไม่ต้องมีนักวิชาการอีกแล้ว เราควรไปเล่นการเมืองให้หมดเลย ส่วนคนที่เล่นการเมืองไม่เป็น ก็ควรไปขายเต้าหู้ทอดหรือเป็นพนักงานธนาคารซะ ไม่ต้องคิดอะไรแล้ว ก็จะคิดไปทำไม อุดมคติอะไรก็ไม่ต้องมี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประการที่สาม ถ้าหากมีการให้ลงประชามติ แล้วเสียงส่วนใหญ่เขาเกิดเลือกให้มีมาตรา 7 ล่ะคะ อาจารย์จะยอมรับไหม ถ้าตามตรรกะของอาจารย์ มันก็เหมือนกรณีทักษิณ เพียงแต่เปลี่ยนตัวทักษิณเป็นมาตรา 7 ถ้าเสียงส่วนใหญ่ในประเทศลงประชามติยอมรับ พวกเราก็ห้ามวิจารณ์อีกใช่ไหมคะ เพราะเดี๋ยวจะเตะหมาไปเข้าปากหมูอีก สรุปว่าระบอบประชาธิปไตยเสียงส่วนใหญ่ที่อาจารย์ให้คุณค่าสูงสุด (ซึ่งกรณีนี้ดูเหมือนจะรวม อ.แพทริค โจรี เข้าไปด้วย) คือระบอบเผด็จการที่สุด เพราะเสียงส่วนน้อยห้ามพูดอะไรทั้งนั้น แล้วอย่างนี้มันต่างจาก lese majeste ตรงไหน?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ภัคคิดตรงข้ามกับอาจารย์คือ คำพูด “อัปรีย์ไป จัญไรมา” เป็นคำพูดที่ตรงจุดที่สุด ไม่ไว้หน้าใครฝ่ายไหนที่สุดแล้วค่ะ (คำพูดนี้น่าจะพูดครั้งแรกที่สมัชชาคนจนและกลุ่มบ่อนอก-หินกรูดฯ)&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ถ้า “2 ไม่เอา” แล้วมีทางเลือกที่ 3,4,5..หรือไม่ และปัญหา อัปรีย์จัญไร (ตอบคุณภัควดี และคนอื่นๆ)&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;(20-22 มีนาคม 2550)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;(ตอนที่ 1)&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในฐานะผู้ชื่นชมงานของคุณภัควดีอย่างสูง ผมถือเป็นเกียรติที่คุณภัควดีได้เขียนมาแลกเปลี่ยนด้วย (ดูเว็บบอร์ด ฟ้าเดียวกัน กระทู้ที่ &lt;a href="http://www.sameskybooks.org/webboard/show.php?Category=sameskybooks&amp;No=3887"&gt;3887&lt;/a&gt; ความเห็นที่ 9)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อันที่จริง ผมตั้งใจจะเขียนตอบที่มีคนมาตั้งคำถามหรือแสดงความเห็นในลักษณะคล้ายๆคุณภัควดีก่อนหน้านี้ เช่น ความเห็นที่ 2 ของ&lt;a href="http://www.sameskybooks.org/webboard/show.php?Category=sameskybooks&amp;amp;No=3887"&gt;กระทุ้เดียวกัน&lt;/a&gt; หรือในกระทู้ที่ &lt;a href="http://www.sameskybooks.org/webboard/show.php?Category=sameskybooks&amp;No=3847"&gt;3847&lt;/a&gt; ความเห็นของ freemind โดยเฉพาะความเห็นที่ 7 และกระทู้ &lt;a href="http://www.sameskybooks.org/webboard/show.php?Category=sameskybooks&amp;amp;No=3827"&gt;3827&lt;/a&gt; ความเห็นที่ 4&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อคุณภัควดีเขียนมาเช่นนี้ ผมจึงถือโอกาสตอบทั้งคุณภัควดีและคนอื่นๆไปพร้อมๆกัน โดยขอเอาที่คุณภัควดีเสนอมาเป็นหลัก แต่หวังว่าจะเป็นการครอบคลุมไปถึงคนอื่นๆด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพราะประเด็นของคุณภัควดีและคนอื่นเหล่านี้แท้จริงแล้วเป็นเรื่องเดียวกัน และเกี่ยวพันไปถึงเรื่องที่ผมได้อภิปรายไปแล้วหลายครั้งในระหว่างวิกฤตทักษิณมาจนถึงรัฐประหารและหลังจากนั้น นั่นคือปัญหาว่า &lt;strong&gt;ถ้าเราไม่เอาทั้งสองทาง คือทั้ง “ระบอบทักษิณ” และ ระบอบรัฐประหาร-นายกฯพระราชทาน (ต่อไปนี้ผมขอเรียกว่า รปห.นพท.) แล้วเรามีทางเลือกทางอื่นหรือไม่ &lt;/strong&gt;ถ้าไม่ แปลว่าเราต้องเลือกที่ยอมสนับสนุนทักษิณ มิเช่นนั้น จะเท่ากับเปิดทางให้ รปห.นพท. เป็นใหญ่ หรือ? ปัญหานี้สามารถแตกแขนงออกไป เช่น เรื่อง การชูคำขวัญ “อัปรีย์ไป-จัญไรมา” ใน &lt;strong&gt;ขัดขืน&lt;/strong&gt; ฉบับล่าสุด ว่า ถ้าเราด่าประนามนักการเมือง จะเป็นการ “เตะหมูเข้าปากหมา” หรือไม่? เชื่อมโยงไปถึง ประเด็นเรื่อง pragmatism ว่า ถ้าเรามีวิธีคิด โดยคำนึงถึง ผลทางการเมืองมากเกินไป เราจะเหลือ “หลักการ” อะไรอยู่ มิกลายเป็นพวก pragmatic ไปหรือ? ฯลฯ ฯลฯ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;u&gt;ปัญหาพวกนี้ อันที่จริง ถ้าจะพูดแบบกำปั้นทุบดิน ถึงที่สุด รวมศูนย์อยู่ที่การ “รับไม่ได้” กับที่ต้องถูกเรียกร้องให้ “ยอมรับ” คน(และ”ระบอบ”) อย่างทักษิณและบรรดานักการเมือง “อัปรีย์” ทั้งหลาย นั่นเอง &lt;/u&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;(ผมขอหมายเหตุประเด็นสำคัญทางประวัติศาสตร์ประเด็นหนึ่งไว้ แต่ไม่ขออภิปรายละเอียดในทีนี้ ว่า ความจริง ในทางประวัติศาสตร์ปัญญาชนฝ่ายซ้ายของไทย การรุ้สึก “รับไม่ได้” อย่างมากกับนักการเมืองนี้ เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นใหม่ ปัญญาชนฝ่ายซ้ายก่อนทศวรรษ 2520 ขึ้นไป ไม่มีปัญหากับการคิดในเชิงความจำเป็นที่ต้อง ยอมรับหรือ defend พวกที่ปัญญาชนปัจจุบันเห็นว่า “อัปรีย์” เหล่านี้)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในขณะที่ ผมยอมรับด้านความยากลำบากของการที่จะชวนให้ยอมรับ ไม่ว่าจะชั่วคราวอย่างไร ต่อคนอย่างทักษิณหรือนักการเมือง แม้จะด้วยเหตุผล เพื่อป้องกัน “อีกฟากหนึ่ง” มาเป็นใหญ่ (อย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้) แต่ในที่สุดแล้ว การไม่ยอมรับของคุณภัควดีและคนอื่นๆ อยู่ที่การไม่ยอมที่จะคิดให้ตลอด (think through) ถึงความคิดของตัวเอง นั่นคือ คิดหยุดอยู่เพียงแค่ว่า ขอให้เรามี “เสรีภาพ” ที่จะเลือกทางอื่นๆบ้าง การมา “จำกัด” ทางเลือกของเรานี้ เป็นเรื่องขัดกับอุดมคติ (การแสวงหา “ทางเลือก” ใหม่ ฯลฯ)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;เพราะแท้จริงแล้ว สิ่งที่คุณภัควดีและคนอื่นๆยืนยันนั้น ถ้าคิดให้ตลอด จะเห็นว่า เป็นการ “ไม่ซีเรียส” ต่อสิ่งที่ตัวเองตั้งเป็นเป้าหมายหรือความต้องการเอาไว้ตอนต้นนั่นเอง&lt;/strong&gt;.... (ความจริง ผมอยากใช้คำว่า “ไม่ซื่อตรงต่อความคิดตัวเอง” แต่ก่อนที่จะอธิบายเนื้อหา คำนี้ ฟังดูแรง อาจจะทำให้โกรธผมเสียก่อน โดยไม่พิจารณาเนื้อหา)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ก่อนอื่น คุณภัควดีวิจารณ์ว่าข้อเสนอของผมอยู่ในโลกของตรรกะ ในโลกของความเป็นจริง ต้องเป็นแบบที่คุณภัคเสนอ (คือมีทางเลือกที่ 3,4,5....) ผมเห็นว่าการวิจารณ์เช่นนี้ออกจะแปลก เพราะความจริง ความคิด-ข้อเสนอของผม ถ้าจะวิจารณ์ น่าจะไปในทางว่า เป็นความคิด-ข้อเสนอที่มีลักษณะ &lt;em&gt;Real Politik&lt;/em&gt; มากเกินไป (อันตรายอันนี้ผมรู้ตัวดี) และข้อเสนอของคุณภัคและคนอื่นๆทำนองว่า ทำไมจะมี 3, 4, 5 ไม่ได้? หรือทำไมจะด่าทั้ง 2 ฝ่ายแรงๆไม่ได้? นั้น แท้จริงแล้ว เป็นเรื่องเชิงทฤษฎี เชิงอุดมคติ ที่เป็นไปได้ในโลกทางตรรกะ ในโลกทางความคิดเท่านั้น ไม่สามารถเป็นไปได้ในโลกที่เป็นจริง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมขอยกตัวอย่างประเด็นค่อนข้างเล็ก (ประเด็นใหญ่จริงๆคือเรื่องที่กล่าวข้างต้น ทีจะพูดต่อไป) ที่คุณภัคยกขึ้นมา เพื่อแสดงให้เห็นว่าลักษณะการคิด-อภิปรายของคุณภัคมีลักาณะของการ “สมมุติ”, ของการคิดแบบ “ทฤษฎี” หรือ “ตรรกะ” ที่ไม่เกิดขึ้นในโลกจริงอย่างไร คุณภัคถามผมว่า &lt;blockquote&gt;&lt;span style="color:#3366ff;"&gt;ถ้าหากมีการให้ลงประชามติ แล้วเสียงส่วนใหญ่เขาเกิดเลือกให้มีมาตรา 7 ล่ะคะ อาจารย์จะยอมรับไหม ถ้าตามตรรกะของอาจารย์ มันก็เหมือนกรณีทักษิณ เพียงแต่เปลี่ยนตัวทักษิณเป็นมาตรา 7 ถ้าเสียงส่วนใหญ่ในประเทศลงประชามติยอมรับ พวกเราก็ห้ามวิจารณ์อีกใช่ไหมคะ เพราะเดี๋ยวจะเตะหมาไปเข้าปากหมูอีก....&lt;/span&gt; &lt;/blockquote&gt;โดยปกติผมไม่คิดแบบสมมุติแบบนี้ เพราะความจริงคือ มีการ “ลงประชามติ” เรื่องมาตรา 7 ไปแล้ว คือในการเลือกตั้งเดือนเมษายน ซึ่งเกิดขึ้นหลังการรณรงค์เรื่อง “นายกฯพระราชทาน” &lt;strong&gt;เสียงส่วนใหญ่ยังคงเลือกทักษิณเป็นนายกฯ&lt;/strong&gt; (แม้จะแพ้ในภาคใต้) ผม “ยกประโยชน์ให้” ด้วยการนับเอาเสียง no vote หรือเสียงที่ไม่เอาทักษิณทั้งหมด เป็นพวกที่สนับสนุนด้านมาตรา 7 ความจริง ถ้าเอาเฉพาะพวกที่เอามาตรา 7 จริงๆ จะน้อยกว่านี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ให้เรา “สมมุติ” ก็ได้ว่า ยังไม่มีการลงคะแนนเรื่อง มาตรา 7 จริงๆ หรือถ้าพูดให้ชัดคือ ไม่มีการเลือกระหว่างทักษิณ(หรือนักการเมือง) กับ “นายกฯพระราชทาน” คุณภัคถามว่า ถ้าเกิดประชาชนเลือกฝ่ายหลังล่ะ? สำหรับผม ก่อนที่จะ “สมมุติ” แบบนี้ได้ว่า ประชาชนเลือกฝ่ายหลัง จะต้องมีการเลือกตั้ง ก่อน จริงไหมครับ? ถ้าเช่นนั้น ผมขอบอกว่า “เอาเลยครับ” (แม้ผมจะไม่คิดว่ามีทางเกิดขึ้นได้) ให้ คนอย่าง สุรยุทธ หรือ เปรม หรือใครที่สนับสนุนพวกเขาอยู่ มาลงเลือกตั้งเลยครับ ให้พวกเขา subject ตัวเอง กับการเลือกตั้ง อย่างที่ทักษิณและนักการเมืองอื่นๆต้อง subject ตัวเองเลยครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมคิดว่า ถ้าสมมุติให้คนอย่างสุรยุทธ-เปรมลงเลือกตั้ง ผมก็ว่าแพ้ทักษิณอยู่ดี ผมคิดว่า ถ้าผู้คนรู้เรื่องเขายายเที่ยง กับทรัพย์สิน 100 ล้าน รวมทั้งเครื่องเพชร 20 ล้าน นี่ผมไม่คิดว่า จะมีใครเลือกเขาเป็นนายกฯ ถ้าให้เขาต้องมา debate policies ต่างๆก่อน ฯลฯ ด้วย “ความสามารถ” ของเขา จะมีใครเลือกเขาเป็นผู้นำหรือครับ? จนบัดนี้ ไม่มีใครทราบว่าเปรม มีทรัพย์สินเท่าไร ไม่ต้องพูดถึงคนอื่นๆ ให้พวกเขาลงเลือกตั้งซิครับ แล้วให้คนที่สนับสนุนเขาทั้งหลาย ลงมาด้วย ให้ทีมเปรม-สรยุทธ-และไอ้โม่งทังหลายที่สนับสนุนพวกเขา ลงเลือกตั้ง เปิดเผยทรัพย์สินทังหมดที่เขามีอยู่ เปิดให้คนวิพากษ์วิจารณ์ ตั้งแต่เรื่องการเมืองไปถึงเรื่องขี้หมูขี้หมา ด่าพ่อล่อแม่ ลากลูกมาด่า (ระดับที่มีคนเอาครอบครัวทักษิณมาเล่นงาน แม้กรณี อ.สุลักษณ์ เอง ที่ด่าทักษิณไปถึงเรื่องในมุ้ง)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถึงจุดนี้ ผมหวังว่า คุณภัคจะเห็นว่า วิธีคิด-สมมุติของคุณภัคเป็นเรื่องของโลกที่ไม่เป็นจริง เป็นไปไม่ได้เพียงใด แต่ข้ามการสมมุติกรณี “นายกฯมาตรา 7” ลงเลือกตั้งไปก็ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เอาแค่ “มาตรา 7-นายกฯพระราชทาน” ได้รับ “ประชามติรับรอง” อย่างที่คุณภัคสมมุติ (ความจริงปัจจุบันคือ มาตรา 7-นายกฯพระราชทาน เป็นใหญ่อยู่จริงๆ แม้จะไม่ได้มาจากการเลือกหรือรับรองของประชาชน – อันนี้ มีเหตุผลอยู่ คือในโลกที่เป็นจริง ไม่ใช่โลกสมมุติ “มาตรา 7” ไม่สามารถเกิดได้จากการลงประชามติหรือเลือกตั้ง) ผมก็จะไม่เสนอเรื่อง “เตะหมูเข้าปากหมา” เลย สำหรับผม ถ้ามีสถานการณ์เช่นนั้นจริงๆ ก็ไม่มีปัญหาที่จะเกิดว่า “&lt;span style="color:#3366ff;"&gt;ถ้าเสียงส่วนใหญ่ในประเทศลงประชามติยอมรับ พวกเราก็ห้ามวิจารณ์อีกใช่ไหมคะ&lt;/span&gt;” เพราะอะไร? เพราะการสมมุติของคุณภัค ไม่ตรงความจริงแต่ต้น โปรดคิดให้ตลอดครับ “นายกพระราชทาน” หรือ “มาตรา 7” นั้น &lt;strong&gt;หากมีการ “ลงประชามติ” รับรองจริง จะมาจาก preconditions อะไร? จากการที่มีสถาบันกษัตริย์อย่างที่มี ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งใช่หรือไม่? มิเช่นนั้น ก็ไม่ต้องมีไอเดียเรื่อง “มาตรา 7” หรือ “นายกฯพระราชทาน” แล้ว &lt;/strong&gt;ซึ่งถ้าเช่นนั้น “นายกพระราชทาน” หรือ “มาตรา 7” ที่สมมุติให้เกิดนี้ จะเท่ากับกรณีทักษิณหรือรัฐบาลเลือกตั้งที่ผ่านมาได้อย่างไร?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เวลาผมเน้นเรื่อง การเลือกตั้ง นั้น ผมไม่เคยบอกว่า เป็นเรื่องการหย่อนบัตรเฉยๆ แต่ต่อให้เป็นเช่นนั้นจริง คุณภัคและคนอื่นๆ ไม่ยอมคิดให้ตลอดเองถึงนัยยะของข้อเสนอที่ให้ “เลือกตั้งเป็นใหญ่” ของผม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“เลือกตั้งเป็นใหญ่” ของผม ต้อง applied &lt;strong&gt;all the way up&lt;/strong&gt; ครับ และถ้าเช่นนั้น ก็ไม่มีปัญหาต้องถามว่า “นายกฯพระราชทานที่มาจากการเลือกตั้ง-ประชามติ” เลย หรือในทางกลับกัน สมมุติว่า “เลือกตั้งเป็นใหญ่” ได้รับการ applied all the way up จริงๆ เกิดสมมุติ (นี่เป็นการสมมติที่ไม่มีทางเป็นไปได้ เพราะขัดกับ preconditions ของการสมมุติเรื่องเลือกตั้ง all the way up เอง แต่เอาเถอะ ขอให้สมมุติก็ได้) ว่า หลังจากนั้น ยังมี “นายกฯมาตรา 7 โดยประชามติ” อีก ผมก็มองไม่เห็นว่า จะมีปัญหาเรื่อง “เตะหมูเข้าปากหมา” หรือ “ห้ามวิจารณ์” ได้อย่างไร เพราะถึงตอนนั้น ทุกคนที่มีอำนาจจะต้องมาจากการเลือกตั้งหมด .. &lt;strong&gt;ไอเดียเรื่อง “เตะหมูเข้าปากหมา” มาจากสถานการณ์เฉพาะของรูปแบบรัฐไทยในปัจจุบัน&lt;/strong&gt;... &lt;u&gt;( อันที่จริง แม้แต่ในปัจจุบัน ผมก็ไม่เคยบอกว่า “ ห้ามวิจารณ์ ทักษิณ เพราะเสียงส่วนใหญ่เลือก หรือ จะเป็นการเตะหมูเข้าปากหมา” อย่างที่คุณภัคกล่าวแต่อย่างใด ประเด็นนี้ผมจะกลับมา )&lt;/u&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่เพิ่งกล่าวมา ความจริงเป็นการ “ออกนอกประเด็น” (ใหญ่) ของเราเล็กน้อย แต่ผมยกขึ้นมาเพื่อแสดงให้เห็นจากตัวอย่างเล็กๆนี้ว่า เวลาคุณภัคและคนอื่นวิจารณ์ผมนั้น &lt;u&gt;ไม่ยอมคิดให้ตลอดเองครับ ถึงนัยยะต่างๆของข้อเสนอของผม&lt;/u&gt; และคิดว่าสามารถแสดงให้เห็นจุดอ่อนของข้อเสนอของผมด้วยการตั้งคำถามย้อนกลับ ซึ่งความจริง แล้ว ข้อเสนอของผม วางอยู่บนพื้นฐานบางอย่างที่ตั้งคำถามย้อนกลับเช่นนั้นไม่ได้ ....&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เอาละ ทีนี้เรามาพูดกันในประเด็นที่ใหญ่จริงๆ คือ ปัญหาว่า ในช่วงที่ผ่านมา ถ้า “2 ไม่เอา” แล้ว มีทางเลือกที่ 3, ที่ 4 ที่ 5... อย่างที่คุณภัคเสนอหรือไม่ (ในการอภิปรายเปิดตัวหนังสือ &lt;strong&gt;ฟ้าเดียวกัน ฉบับรัฐประหาร &lt;/strong&gt;ผศ.สมชาย ปรีชาศิลปกุล ก็พูดคล้ายๆกับคุณภัค เขากล่าวอย่างโวหารว่า เขาไม่ใช่พวก “2 ไม่เอา” แต่เป็นพวก “3 ไม่เอา” คือไม่เอา “2 ไม่เอา” ด้วย คือเขาจะเอาทางอื่นๆ....)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;(ยังมีต่อ)&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ปล.&lt;/strong&gt; บังเอิญมากๆว่าระหว่างที่ผมร่างๆกระทู้นี้อยู่ ก็มีการพูดพาดพิงถึงกรณีคล้ายๆกันนี้ ("อัปรีย์จัญไร") อดไม่ได้จริงๆ เอามาให้ดู จาก &lt;a href="http://www.prachatai.com/05web/th/home/page2.php?mod=mod_ptcms&amp;ContentID=7430&amp;amp;SystemModuleKey=HilightNews&amp;amp;System_Session_Language=Thai"&gt;ประชาไท&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มีการสัมมนาเรื่องจริยธรรมนักการเมือง โดยคุณจรัญ ภักดีธนากุล และ กมธ.ร่างรัฐธรรมนูญ ตามรายงานตอนหนึ่ง... &lt;blockquote&gt;&lt;span style="color:#cc6600;"&gt;นอกจากนี้ มีการยกเหตุการณ์ในต่างประเทศว่าเขาเข้มงวดคนที่จะเป็นรัฐมนตรีต้องไปสืบประวัติถึงครอบครัวต้องดูว่าลูกไปข่มขืนลูกสาวใคร และ &lt;strong&gt;พ่อใช้อิทธิพลคุ้มครองลูกตัวเองอย่างนี้ก็เป็นรัฐมนตรีไม่ได้ &lt;/strong&gt;หรือกรณีที่นักการเมืองคนหนึ่งถูกศาลพิพากษาให้จำคุกแต่รอลงอาญา ในที่สุดก็ต่อสู้จนได้อยู่ในตำแหน่งต่อไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“เรื่องนี้มันผิดชัดๆ &lt;strong&gt;แต่เพราะมันหน้าด้าน วันนี้เรามีคนหน้าด้านอยู่เยอะ &lt;/strong&gt;ทำให้รัฐธรรมนูญม.77 ปี 40 ที่กำหนดเรื่องจริยธรรมไม่มีน้ำยาเลย เราจึงต้องมีหมวดจริยธรรมกำกับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองให้เข้มงวดขึ้น” กมธ.รายหนึ่ง กล่าว&lt;/span&gt;&lt;/blockquote&gt;เมืองไทย กรณีที่ &lt;strong&gt;ลูกอาศัยอิทธิพลพ่อปกป้อง ทำความเลวสุดๆ แล้ว "หน้าด้าน" อยู่ทั้งพ่อทั้งลูก &lt;/strong&gt;นี่คงมีเยอะกว่านี้นะครับ!&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;(ตอนที่ 2)&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คุณภัควดีและคนอื่นยืนยันว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไม่ต้องการ ทักษิณ/นักการเมืองเลือกตั้ง &lt;strong&gt;และ&lt;/strong&gt; ไม่ต้องการ ระบอบ รปห.นพท.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คุณภัคและคนอื่นๆปฏิเสธว่ามีแต่ทางเลือก 2 ทางนี้เท่านั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คุณภัคและคนอื่นๆ ขอไม่เอาทั้ง 2 ทางนี้ แต่ขอเอาทางที่ 3 หรือ 4 หรือ 5 หรือ 6 ... แทน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;คืออะไรครับ? ทางที่ 3 หรือ 4 หรือ 5 หรือ 6 ที่ว่า?&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความ irony ของข้อวิจารณ์ที่คุณภัคมีต่อผมว่า วิธีคิดของผมเป็นเรื่องของโลกทางตรรกะ ก็คือ แท้จริง แล้ว คุณภัคและคนอื่นๆที่พูดเรื่องทางที่ 3 ที่ 4 ที่ 5... ต่างหาก ที่กำลังพูดถึงเรื่องของ ตรรกะ ของทฤษฎี ของโลกสมมุติ ที่ไม่เป็นจริง ในโลกสมมุติเหล่านั้น ใครๆก็อยากและคงทำได้ที่จะบอกว่า มีทางที่ 3, 4, 5 ..&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่คืออะไรครับ? ทางที่ 3, 4, 5 .... ที่ว่า?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่ผมยืนกรานมาตลอดตั้งแต่ช่วงวิกฤติก็คือเรื่องนี้แหละ ผมไม่เคยเห็นใครที่สามารถ come up with ข้อเสนอเรื่อง ทางที่ 3, 4, 5... ได้จริงๆสักคน แม้ทุกคนจะยืนกรานว่า ไม่เอา 2 ทางแรก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;(ดังที่รู้กันว่า ช่วงหนึ่ง ธงชัยเคยเสนอเรื่อง สส.พรรคมหาชน เป็นนายกฯ ผมไม่คิดว่า จำเป็นทีจะต้องย้ำว่า ข้อเสนอนี้ประหลาดเพียงใด)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เสนอออกมาจริงๆสิครับ คืออะไร ผมจะยิ่งกว่ายินดีที่จะพิจารณาอย่างจริงจัง ไม่ใช่เพียงแค่มายืนกรานต่อผมเฉยๆว่า ชีวิตจริง (?) ต้องมีทางเลือกอื่นๆ......&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เอาล่ะ ต่อให้ผมยอมรับว่า ในโลกจริงๆ มีทางเลือกที่ 3, 4, 5.. อยู่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;(ขอให้ผมย้ำอีกครั้งว่า นี่เป็นวิธีคิดที่ปกติผมไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง คือการสมมุติอะไรที่บอกไม่ได้ว่าคืออะไร ยิ่งในกรณีวิกฤติที่ผ่านมา ซึงเกี่ยวพันถึงอนาคตของสังคมการเมืองอย่างลึกซึ้ง การพูดเพียงให้รู้สึกว่า “มีทางเลือกที่ 3, 4, 5...” แต่ไม่เคยบอกได้ว่า คืออะไร เป็นสิ่งที่ผมเห็นว่า เสี่ยงต่อการอยู่ในข่ายของการคิดแบบไม่รับผิดชอบ แต่เพื่อประโยชน์การอภิปราย เอาละ สมมุติก็สมมุติ ว่ามีทางเลือกที่ 3, 4, 5 ... อยู่)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;การบอกว่า "2 ไม่เอา" (หรือ ไม่เอาทั้ง 2 อย่างแรก) จะขอเอา 3, 4, 5... มีความหมายที่ตามมาอย่างไร?&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขอให้เริ่มแบบที่เรียกว่า best-case scenario (หรือมองอย่างดีที่สุด) ก็ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การเลือกเอาทางที่ 3, 4, 5... แทนที่จะจำกัดเพียงเลือก 1 หรือ 2 .. จะนำมาซึ่งอะไร?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คำตอบ (ในความเห็นของผม) คือ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;อย่างดีที่สุด : nothing&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ไม่มีอะไรเลย คือไม่ได้ทำให้เกิด “ผลเสีย” แก่ใคร แต่ก็ไม่ได้ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอะไร&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ทางที่ 1 หรือ 2 ก็ยังคงเกิดขึ้นอยู่ดี&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คือ &lt;u&gt;either&lt;/u&gt; ทักษิณ/นักการเมืองเลือกตั้ง อยู่ต่อไป or รปห.นพท. ขึ้นมาแทนที่ – อย่างในขณะนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คุณภัคและคนอื่นๆ อาจจะบอกว่า ก็ไม่เห็นเป็นไร อาจจะบอกว่า อย่างน้อยเป็นการยืนยันความมีเสรีภาพทางจิตสำนึกของเรา ที่จะเลือกหรือแสวงหาทางออกอื่นๆ แม้ทางออกที่เราเลือกนั้นๆ (3 4 5...) จะไม่เป็นจริง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;(ผม dismiss out of hand กรณีที่ 3, 4, 5 .. เป็นจริง/ได้รับชัยชนะ เข้าแทนที่ 1 หรือ 2 เพราะขนาดยกตัวอย่าง หรืออธิบายว่า 3, 4, 5 คืออะไร คุณภัคและคนอื่นๆ ยังทำไม่ได้ จึงออกจะเกินไปที่จะสมมุติว่า 3, 4, 5 จะเป็นจริง แทนที่ 1 หรือ 2)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ต้องถามกลับว่า &lt;u&gt;ซีเรียส กับการไม่ต้องการให้มี 1 &lt;strong&gt;และ&lt;/strong&gt; 2 จริงหรือ?&lt;/u&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ยกเว้นคุณภัคและคนอื่นๆจะยืนกราานว่า ไม่แคร์ว่า ผลการเลือก 3, 4, 5 ของตัวเอง จะไม่ทำให้ 3, 4, 5 ไม่ได้เป็นจริง &lt;u&gt;และ 1 หรือ 2 เป็นจริง&lt;/u&gt; นั่นคือ ไม่แคร์ว่า 1 หรือ 2 จะเกิดขึ้น หลังจากการเลือก 3, 4, 5&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;u&gt;ซึ่งถ้าเช่นนั้น ก็ต้องถามว่า ที่บอกว่า ไม่เอา 1 &lt;strong&gt;และ&lt;/strong&gt; 2 นั้น ไม่เอาจริงๆหรือ?&lt;/u&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในทางเป็นจริง ดังที่ผมพูดมาตั้งแต่ช่วงวิกฤติว่า การเคลื่อนไหวโดยชู “2 ไม่เอา” นั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;มีผลอย่างเดียวคือ ทำให้เกิดการ 1 ไม่เอา (หรือไม่เอา 1) คือไม่เอาทักษิณ &lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;u&gt;แต่ “2” ที่จะมา (ตอนนี้มาแล้ว) ในที่สุด พวกที่เคลื่อนไหว “2 ไม่เอา” ก็ไม่เอาไม่ได้ (เหมือนทุกคนในสังคมขณะนี้)&lt;/u&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;สรุปคือ พวกที่บอกว่า ขอ "2 ไม่เอา" หรือ ขอ "ไม่เอาทั้ง 2 อย่าง" ขอเอา 3, 4, 5 สุดท้าย ก็ลงเอย ที่ต้องเอาอันใดอันหนึ่งใน 2 อันข้างต้นอยู่ดี คือต้องเอา 2 อยู่ดี&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับผมเห็นว่า ในเมื่อมีทางเลือกที่เป็นไปได้ 2 ทางนี้ในโลกจริง ผมเลือกที่จะไม่เอา 2 และยินดีทีจะให้ 1 อยู่ต่อไป และผมยืนยันมาโดยตลอดว่า คนที่รักประชาธิปไตยอย่างแท้จริงทุกคน เพื่อเห็นแก่อนาคต จะต้องเลือกทางนี้ ไม่ว่าจะรู้สึกเป็นการ "จำใจเลือก" เพียงไร &lt;u&gt;( ความจริง ผมไม่จำเป็นต้องพูดเรื่องการ "จำใจ" มากนักก็ได้ด้วยซ้ำ ในเมื่อทางเลือกที่ 1 นั้น มีพื้นฐานมาจากการเลือกตั้งของประชาชนส่วนใหญ่อยู่แล้ว )&lt;/u&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;u&gt;&lt;strong&gt;การรณรงค์ no vote และ พันธมิตร : ตัวอย่างทางเลือกที่ 3, 4, 5 .... &lt;/strong&gt;&lt;/u&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ข้างต้นนั้น ผมพูดเหมือนกับว่า ทางเลือกที่ 3, 4, 5.. ถ้ามี ก็มีลักษณะแบบ private คือ เรา “เลือก” ของเราเงียบๆ ไม่มี “ผลเสีย” อะไร (ยกเว้น ความจริงเล็กๆทีว่า ในที่สุด 1 หรือ 2 – ในปัจจุบันคือ 2 – ที่เราบอกว่า “ไม่เอา” นั้น ในที่สุด ก็ต้องเอาอยู่ดี)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ในทางเป็นจริง ที่ผ่านมา ปัญญาชนจำนวนมากได้กระโดดออกมารณรงค์ โดยอ้างว่า การคัดค้าน “1” ของพวกเขา ไม่ได้เป็นการทำเพื่อ “2” คือ พวกเขากำลังทำตามทางเลือกที่ 3, 4, 5 อยู่จริงๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขอให้เรามาดู 2 กรณีตัวอย่างที่สำคัญ : การรณรงค์ no vote กับ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การรณรงค์ no vote ซิ่งเริ่มต้นในหมู่นักศึกษาโดยเฉพาะที่ธรรมศาสตร์ (ซึ่งดังที่ผมเคยพูดไป ได้รับอิทธิพลจากธงชัยไม่น้อย) ดูเหมือนจะเป็น perfect example ของการเลือก 3, 4, 5 เลยจริงไหม?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คือด้านหนึ่งเป็นการแสดงออกถึงการปฏิเสธทักษิณ และขณะเดียวกัน ก็ดูเหมือน ไม่ได้เป็นการเชียร์ มาตรา 7&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;u&gt;แต่โดยการรณรงค์ no vote พวกที่รณรงค์ ก็ช่วยในการทำลายสถานภาพและความเข้มแข็งทางการเมืองของทักษิณ และทำให้เกิดสถานการณ์ทางตัน ที่เป็นเงื่อนไขทางการเมืองให้แก่การรัฐประหาร&lt;/u&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ในที่สุด no vote จึง achieve เฉพาะ “1 ไม่เอา” หรือ ไม่เอา 1 เท่าน้น ไม่ได้ achieve การไม่เอาทั้ง 2 อัน ไม่ได้ achieve การเอา 3, 4, 5 แต่อย่างใด &lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พวกที่บอกว่ารณรงค์ no vote เป็นการ “ไม่เอาทั้งทักษิณ &lt;strong&gt;และ&lt;/strong&gt; ไม่เอา รปห.นพท.”&lt;br /&gt;&lt;u&gt;ในที่สุด ก็กลายเป็นพวกไม่ซีเรียส (หรือไม่ซื่อตรง) ต่อเป้าหมายของตัวเอง&lt;/u&gt;&lt;br /&gt;มีสักกี่คน ที่ออกมารณรงค์ ไม่เอา รปห.นพท. หลังจาก 19 กันยา?&lt;br /&gt;ในที่สุดแล้ว การรณรงค์ no vote ที่คนที่สนับสนุนจำนวนมาก อ้างในขณะนั้นว่า เป็นการรณรงค์แบบ “ไม่เอาทั้ง 2 ทาง” ก็เป็นเพียงการรณรงค์ “ไม่เอา 1” เท่านั้น&lt;br /&gt;ดู แถลงการณ์ของกลุ่มเกษียร-ชัยวัฒน์-รังสรรค์-สมชาย ที่ว่ากันว่า เป็นแถลงการณ์ “คัดค้านอำนาจนอกรัฐธรรมนูญ” แต่เนื้อหาหลัก ยังคงเรียกร้องให้ไปลงคะแนน no vote …. ท่าทีคนเหล่านี้ ต่อ “อำนาจนอกรัฐธรรมนูญ” 19 กันยา เป็นอย่างไร ก็เห็นกันอยู่ อันที่จริง การ “ไม่เอาทั้ง 2 ทาง” ของคนเหล่านี้ – รวมทั้งกรณีอย่างนิธิ เป็นต้น – ไม่เคยเป็น “ไม่เอาทั้ง 2 ทาง” จริงๆ แต่ต่อให้เราไม่พูดถึง “ทัศนคติทางอัตวิสัย” การรณรงค์ของพวกเขา ความจริงเชิงภววิสัยของการรณรงค์ของพวกเขา ก็ยังคงมีผลเฉพาะการ “ไม่เอา 1” อยู่ดี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;u&gt;ตราบเท่าที่พวกที่บอกว่า เอา 3, 4, 5.. ไม่มีกำลังของตัวเองหรือทางออกที่เป็นทางเลือกแท้จริงของตัวเอง (ที่ผมใช้คำว่าไม่มี candidate) ตราบนั้น การรณรงค์ของพวกนี้ก็เป็นเพียงบรรลุผลของการ &lt;strong&gt;ไม่เอาอันใดอันหนึ่ง และเอาอีกอันหนึ่ง ใน 2 อันแรกเท่านั้น&lt;/strong&gt; (เพราะ 3, 4, 5 ... ไม่มีฐานะที่จะมาแทนที่ทั้ง 1 หรือ 2 ได้)&lt;/u&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มาดูกรณีที่ใหญ่กว่า no vote ขึ้นไปอีก คือ กรณีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมขอสมมุติว่า เราไม่มอง พันธมิตร เป็นกำลังของ รปห.นพท. แต่เป็นการเคลื่อนไหวของประชาชน ที่ไม่ได้อิงอยู่กับใคร ต้องการเพียงโค่นทักษิณ ไม่ได้มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ใครมาเป็นใหญ่แทนทักษิณ (นี่ไม่ใช่การสมมุติลอยๆ ธงชัยในระยะแรก (และอาจจะหลังจากนั้น) และนิธิ โดยตลอด มีท่าทีปฏิบัติต่อ พันธมิตร ในลักษณะเช่นนี้)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เอาละ ในที่นี้ผมก็จะสมมุติ มอง พันธมิตร ว่าเป็น “ภาคประชาชน” ที่ต้องการแอนตี้ทักษิณ เพื่อประชาชนและประชาธิปไตยเอง ไม่ใช่เพื่อกลุ่มหรือกำลังอื่นใด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถามว่า การเคลื่อนไหวที่ใหญ่โต มีพลังของ พันธมิตร ได้บรรลุ หรือ มีความสามารถที่จะบรรลุอะไร? ต่อให้เราสมมุติ ไม่สนใจเรื่องการเรียกร้อง รปห.นพท. ของพันธมิตร&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;แต่เนื่องจากพันธมิตร ไม่ใช่กลุ่มที่จะจัดตั้งตัวเองเป็นรัฐบาลได้&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;ในที่สุด สิ่งที่พันธมิตร และผู้สนับสนุนพันธมิตรจะสามารถ achieve จริงๆ และได้ achieve จริงๆก็คือการ ไม่เอา 1 ทำลาย 1 ลงไปเท่านั้น&lt;br /&gt;และเนื่องจาก ประเทศไม่มีรัฐบาลหรือไม่มีใครปกครองเลยไม่ได้ ในที่สุด ก็ต้องมีกลุ่มอื่นขึ้นมาแทน&lt;br /&gt;ในเมื่อพันธมิตรขึ้นมาแทนไม่ได้ รปห.นพท. ก็ขึ้นมาแทนอยู่ดี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กรณีพันธมิตร เป็นกรณีตัวอย่างที่ดีที่แสดงให้เห็นว่า ในความเป็นจริง คนที่อ้างว่าไม่ขอเอาทั้ง 1 และ 2 แต่ขอเอา 3, 4, 5 นั้น ในที่สุดแล้ว เป็นพวกที่ไม่ "ซื่อตรงต่อความคิดตัวเอง" เพราะโดยความเป็นจริง พวกเขาไม่แคร์ว่า “2” จะสามารถขึ้นมาได้ ที่พวกเขาประกาศว่า “ไม่เอา ทักษิณ และ ไม่เอารัฐประหาร” นั้น ในที่สุด ก็ไม่เอาเฉพาะอันแรก คำว่า “และ” ในคำขวัญนั้น ไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาแคร์จริงๆ (กรณีเกษียร-ชัยวัฒน์ ที่พูดก่อนถึงหน้านี้ ก็ไม่ใช่เรื่องบังเอิญเช่นกัน)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;u&gt;ผมจึงบอกแต่ไหนแต่ไรว่า ถ้าพวก “2 ไม่เอา” คือไม่เอาทั้ง 1 และ 2 จะเอา 3 หรือ 4 หรือ 5 จะชูว่าต้องการให้ &lt;strong&gt;พรรคประชาธิปัตย์&lt;/strong&gt; มาแทนเสียเลย ยังจะคงเส้นคงวา และ make sense กว่าเยอะ &lt;/u&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่เท่าที่เห็น ก็ไม่เห็นมีใครชูประชาธิปัตย์ในฐานะเป็นทางเลือกที่ 3, 4, 5 เหมือนกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;u&gt;&lt;strong&gt;“ห้ามวิจารณ์ เดี๋ยว เตะหมูเข้าปากหมา” &lt;/strong&gt;&lt;/u&gt;&lt;br /&gt;คุณภัค เช่นเดียวกับ นิธิ (ใน &lt;strong&gt;ฟ้าเดียวกัน ฉบับรัฐประหาร&lt;/strong&gt; ) กล่าวหาว่า ผมห้ามการวิจารณ์พวกนักการเมืองที่มีอำนาจอยุ่ เพราะจะเป็นการ “เตะหมูเข้าปากหมา” (นิธิ ใช้อุปลักษณ์ว่า เหมือนห้ามคนเดินออกจากบ้าน เดี๋ยวจะถูกโจรดักปล้นปากซอย บอกว่า การห้าม ทำให้เสียเสรีภาพตั้งแต่ทหารยังไม่มา)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมอดประหลาดใจ กึ่งขำไม่ได้ ที่ไหงนักคิดทั้งหลายมองไม่เห็นหรือไม่ยอมมองเห็นนัยยะที่ผมวิจารณ์การวิจารณ์นักการเมืองที่ผ่านๆมาว่า ทำให้ได้ประโยชน์แก่อำนาจมืดบางอย่าง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทำไมแทนที่จะกล่าวหาผมว่า เป็นการห้ามวิจารณ์นักการเมือง ทำไมไม่มองว่า นี่เป็นการเชิญชวน ท้าทายให้วิจารณ์อำนาจมืดบางอย่างนั้นด้วยต่างหากเล่า? &lt;u&gt;เป็นการเรียกร้องให้กำจัดอำนาจมืดบางอย่างนั้น เพื่อที่จะได้ไม่ต้องการมีอะไรมาคอย “อ้าปากรับ” ผลงานการต่อสู้ของประชาชนกับนักการเมืองทั้งหลาย&lt;/u&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;u&gt;ในความเป็นจริง บรรดาปัญญาชนทั้งหลายแทนที่จะมาโต้ผมกลับด้วยข้อหาเรื่อง “ห้ามวิจารณ์นักการเมือง” &lt;strong&gt;ทำไมไม่ลองอุทิศพลังงานและความสามารถไปวิจารณ์อำนาจอื่น หาทางกำจัดอำนาจอื่นบ้าง?&lt;/strong&gt;&lt;/u&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;(เคยมีคนใช้วิธี “ย้อนกลับ” ผมในกรณีนี้เช่นกันว่า แล้วทำไมผมไม่วิจารณ์นักการเมืองบ้าง ทำไมเอาแต่ต่อว่าคนอื่นไม่วิจารณ์อำนาจอื่น? เช่นเดียวกับกรณีการ “ย้อนกลับ” ผมก่อนหน้านี้ การย้อนกลับเช่นนี้ไม่ work แต่อ่ยางใด ในสภานการณ์หลายปีที่ผ่านมา ที่ 99 เปอร์เซนต์ของนักวิชาการ เอาแต่วิจารณ์นักการเมือง ไม่ยอมแตะต้องอำนาจอื่น พอผมตั้งคำถามกับสถานการณ์เช่นนี้ การมาย้อนกลับผมแบบนี้ เป็นเรื่องน่าหัวร่ออย่างยิ่ง ลองช่วยไปทำให้ 99 เปอร์เซนต์เหล่านั้น เขาหันกลับลำก่อนไม่ดีหรือ ก่อนที่จะมาเรียกร้องผมให้หันกลับลำบ้าง? ยิ่งกว่านั้น ใครที่คิดว่า สามารถ “ตั้งคำถามย้อนกลับ” แบบนี้ได้ เท่ากับกำลังคิด &lt;u&gt;บนพื้นฐานที่ว่า ทักษิณ/นักการเมือง กับ อำนาจมืด เป็นอะไรบางอย่างที่ เท่าๆกัน – &lt;strong&gt;สามารถแตะต้องได้ มีอำนาจในการครอบงำบังคับคนพอๆกัน &lt;/strong&gt;– และดังนั้น จึงสามารถย้อนถามกลับได้ว่า ทำไมผมไม่วิจารณ์ทักษิณ/นักการเมืองบ้างเหมือนๆกับที่วิจารณ์อำนาจอื่นบ้าง&lt;/u&gt; .... ใครที่คิดบนสมมุติฐานนี้ คงไม่เคยอยู่หรือใช้ชีวิตในเมืองไทยแน่ หรือไม่ก็ใช้อย่างมืดบอดไปวันๆ)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในความเป็นจริง ในหลายปีที่ผ่านมา นักวิชาการปัญญาชนสำคัญๆ ไม่เพียงแต่ ไม่ยอมวิจารณ์อำนาจอื่นเท่านั้น กลับเชียร์อย่างเปิดเผยและอย่างเป็นนัยอยู่ตลอดเวลา แม้แต่คนอย่างนิธิ หรือ เกษียร (ผมจึงเห็นว่า การยอมรับของเกษียร ในที่ประชุมที่เชียงใหม่เมื่อปีกลายทีว่า ทั้งเขาและนิธิจัดอยู่ในพวกที่ Macargo เรียกว่า “เครือข่าย” เป็นการยอมรับ – หรือการมองเห็นความจริง – ที่สำคัญมากๆ)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เรื่องนี้ นำเรากลับมาสู่ประเด็น “อัปรีย์-จัญไร” ที่เป็นจุดเริ่มต้นของกระทู้ครั้งนี้ ...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;u&gt;&lt;strong&gt;ว่าด้วย “อัปรีย์-จัญไร” และ “ไม่เอาทักษิณ” &lt;/strong&gt;&lt;/u&gt;&lt;blockquote&gt;&lt;span style="color:#3366ff;"&gt;ภัคคิดตรงข้ามกับอาจารย์คือ คำพูด “อัปรีย์ไป จัญไรมา” เป็นคำพูดที่ตรงจุดที่สุด ไม่ไว้หน้าใครฝ่ายไหนที่สุดแล้วค่ะ (คำพูดนี้น่าจะพูดครั้งแรกที่สมัชชาคนจนและกลุ่มบ่อนอก-หินกรูดฯ)&lt;/span&gt;&lt;/blockquote&gt;ดีครับ เรี่อง “ตรงจุด” ผมก็ชอบพูดอะไรที่ตรงจุด&lt;br /&gt;ในเมื่อไอ้พวกที่เรากำลังด่า มันเลวๆสุดๆ ดังนั้น จึง “ตรงจุดที่สุด” ที่จะด่าว่า “อัปรีย์-จัญไร”&lt;br /&gt;(โปรดสังเกตตัวอย่างที่ยกมาด้วยว่า คุณภัคยกกรณีที่เกี่ยวกับ &lt;strong&gt;นักการเมือง-รัฐบาลเลือกตั้ง&lt;/strong&gt; คือ สมัชชาคนจน และ บ่อนอก-หินกรูด)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;แต่เรื่อง “ไม่ไว้หน้าใครฝ่ายไหน” นี่จริงๆหรือครับ?&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;ถ้านักคิดระดับคุณภัคสามารถพูดออกมาแบบนี้โดยไม่กะพริบตา ผมก็ไม่แปลกใจว่า ระดับคนทำงานล่างๆ แอ๊กติวิสต์ทั้งหลาย ทำไมจึงหลงงมงายมองไม่เห็นประเด็นที่ผมพยายามพูดอยู่หลายปีที่ผ่านมา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ให้ผมสมมุติเล่านิทานให้ฟังเล่นๆ&lt;br /&gt;สมมุติเรื่องของ A, B&lt;br /&gt;และ x&lt;br /&gt;&lt;u&gt;ในส่วนตัว ผมไม่รู้สึกว่า A, B หรือ x จะแตกต่างอะไรกันนัก &lt;/u&gt;&lt;br /&gt;แต่เอาเถอะ คนจำนวนมากยังรู้สึกว่า A นี่ดี B นั้น แม้จะไม่ดีเท่า A แต่ก็ยังพอกล้ำกลืนได้&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;แต่ x นี่ แทบทุกคนเห็นตรงกันว่าเลวสุดๆ &lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ทำไมไม่ด่า x ว่า “อัปรีย์จัญไร” ล่ะครับ?&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;u&gt;(ด่าในใจ ในห้องน้ำ บนโต๊ะอาหารบ้านตัวเอง ไม่นับนะครับ ที่เพิ่งด่านักการเมืองว่า “อัปรีย์จัญไร” ก็ไม่ได้ด่าในใจ ในห้องน้ำ ฯลฯ)&lt;/u&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ทำไมคุณภัคหรือคนอื่นๆ ไม่ “ไม่ไว้หน้าใครฝ่ายไหน” แล้ว ด่า x ให้ฟังหน่อยล่ะครับ?&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;ไป “ไว้หน้า” x ทำไมไม่ทราบ?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;(แน่นอน จริงๆแล้ว ไม่ใช่เรื่อง “ไว้หน้า”)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;u&gt;ดังนั้น ที่วา “อัปรีย์จัญไร” เป้นการด่าอย่าง “ไม่ไว้หน้าใครฝ่ายไหน” ก็ไม่เป็นความจริง &lt;/u&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;การคิดเช่นนี้เป็นการหลอกตัวเอง&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปัญหาของการด่า “อัปรีย์จัญไร” ก็คืออย่างนี้แหละ&lt;br /&gt;คือ ก่อนอื่น ทำให้คนด่า มี illusion ว่า กำลัง “ไม่ไว้หน้าใครฝ่ายไหน”&lt;br /&gt;แล้วเลยพลอยทำให้ชาวบ้าน มี illusion แบบนี้ด้วย&lt;br /&gt;ทำให้รู้สึกว่า ไม่มีคนอื่นอีกแล้วที่ถูกไว้หน้า ใครที่สมควรถูกด่าว่า ก็ล้วนถูกเราด่า “อย่างไม่ไว้หน้า” ไปแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แล้วมันจริงหรือครับ? (โปรดกลับไปอ่านเรื่อง A, B และ x ให้ดีๆ)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แม้แต่เรื่อง “ไม่เอาทักษิณ” ก็เหมือนกัน&lt;br /&gt;ดูๆไปก็เป็นเรื่องธรรมดามากเลย เราไม่ชอบทักษิณ เราไม่ต้องการทักษิณ เราก็ชูคำขวัญ “ไม่เอาทักษิณ” (หรือนักการเมืองอื่นๆ)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คงจำได้ว่าเมื่อไม่นานมานี้ ผมได้ยกกรณีธงชัย ที่อ้างว่าการ “ไม่เอาทักษิณ” เป็นเพียงการแสดงออกตามหลักการประชาธิปไตย ที่เรามีสิทธิเรียกร้องให้ผู้ปกครองที่เราเห็นว่าไม่ดี “ออกไป” ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมขอท้าธงชัย หรือใครก็ได้ อีกครั้ง ให้ออกมาตะโกนคำขวัญแบบเดียวกันนี้ กับ &lt;strong&gt;ผู้ปกครองทุกคนที่คุณเห็นว่าไม่ดี&lt;/strong&gt; แบบที่ตะโกนกับทักษิณหน่อยสิครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;u&gt;ทั้งการด่า “อัปรีย์จัญไร” และ การตะโกน “ไม่เอาทักษิณ” ไม่ใช่การแสดงออกอย่าง “ไม่ไว้หน้าไหน” ไม่ใช่การแสดงออกซึ่งสิทธิตามหลักการประชาธิปไตยเลยครับ &lt;/u&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;แต่เป็นการแสดงออกภายใต้กรอบเหล็กของ “ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข” ต่างหาก&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เหตุผลที่พวกคุณรู้สึก “ทนได้” กับการไม่ได้ด่า x ว่า อัปรีย์จัญไร&lt;br /&gt;แต่ทนไม่ได้ที่ผมทักหรือแย้งการด่า อัปรีย์จัญไร นักการเมือง&lt;br /&gt;ก็เพราะลึกๆ คุณรุ้ว่า นักการเมืองด่าได้ ด่าพ่อล่อแม่ หยาบคายอย่างไรก็ได้&lt;br /&gt;พอมาห้ามด่า ก็เลย “หงุดหงิด”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;u&gt;ไม่คิดหรือว่า นี่แหละสะท้อนความ &lt;strong&gt;เคยชิน&lt;/strong&gt; ของการถูกขังอยู่ใน “กรอบเหล็ก” ที่ว่า จน &lt;strong&gt;ไม่รู้ตัว&lt;/strong&gt; ว่าถูกขัง&lt;/u&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่เพิ่งกล่าวมา ทั้งเรื่อง “เตะหมูเข้าปากหมา” และ กรณีรูปธรรม “อัปรีย์-จัญไร” เพื่อนำไปสู่ข้อสรุปอะไร?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ก่อนอื่น ดังที่กลาวข้างต้นว่า &lt;u&gt;เพื่อให้หันมาด่า พวกอื่นบ้าง หาทางกำจัดอำนาจอื่นที่คอยรับประโยชน์จากการต่อสู้ของประชาชน จะได้ไม่ต้องมีปัญหา “เตะหมูเข้าปากหมา” อีกต่อไป &lt;/u&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;u&gt;แต่ที่สำคัญคือ ต้องการให้รู้ตัวเสียทีว่า การด่า “อัปรีย์-จัญไร” หรือ “ไม่เอาทักษิณ/นักการเมือง” ที่แม้แต่คุณภัคหรือธงชัย ก็นึกว่า เป็นการแสดงออกตามธรรมดา แบบไม่ไว้หน้าใคร แบบสิทธิประชาธิปไตย &lt;/u&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;u&gt;แท้จริง เป็นเพียงการแสดงออกภายใต้เงื่อนไขที่จำกัดอย่างยิ่ง &lt;/u&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ดังนั้น อย่าทำราวกับว่า เป็นการยืนยันหลักการสูงส่งอะไรเลยครับ&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;u&gt;พวกคุณล้วนพูดในเชิง “สัมฤทธิผลนิยม” ในเชิง “ยุทธวิธี” ทั้งนั้น &lt;/u&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้าคุณยอมอดกลั้นที่จะไม่ด่า x ว่าอัปรีย์จัญไร ไม่ตะโกนคำขวัญ ไม่เอา x (หรือ A หรือ B) ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ทำไม เพื่อเหตุผลในเชิงยุทธวิธี จะไม่ด่าทักษิณหรือนักการเมืองบ้างไม่ได้?&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;u&gt;ทำไม ต้องรู้สึกเดือดร้อนอึดอัดเหลือเกินที่ผมแย้งเวลาคุณใช้คำนี้กับนักการเมืองกับทักษิณ?&lt;/u&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อันที่จริง ผมไม่เคยบอกว่า ด่านักการเมืองไม่ได้เลย หรือ ไม่ควรด่าเลย&lt;br /&gt;ไม่เคยบอกว่าต้องเชียร์ด้วยซ้ำ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;u&gt;แต่ผมยืนยันว่า พวกคุณควรเลิกหลอกตัวเองว่า กำลังด่าใครอย่างไม่ไว้หน้า กำลังแสดงความพร้อมจะเลือกทางเลือกอื่นนอกกรอบที่ถูกกำหนด พร้อมจะยืนยันสิทธิตามหลักการประชาธิปไตย ฯลฯ ฯลฯ พร้อมจะทำอะไรตามความหวัง ความใฝ่ฝัน เพราะมิเช่นนั้น (ตามสำนวนคุณภัควดี) “&lt;span style="color:#3366ff;"&gt;มีชีวิตอยู่มิสู้ตายเสียดีกว่า&lt;/span&gt;” ได้แล้ว&lt;/u&gt;&lt;br /&gt;(ประหลาดไหม ที่คุณภัคหรือใครต่อใคร ไม่เห็นบ่นเรื่อง “มีชีวิตไม่สู้ตาย” ทั้งๆที่อยู่ภายใต้ “กรอบเหล็ก” ทีว่าอยู่ทุกวินาที?)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แทนที่จะมาหาว่าผมสั่งให้พวกคุณ “&lt;span style="color:#3366ff;"&gt;ต้องหุบปากปล่อยให้เสือขบ เพียงเพื่อไม่ต้องวิ่งหนีไปโดนจระเข้ฟัด สุดท้ายมันก็ตายทั้งสองทาง...&lt;/span&gt; ”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ควรตื่นขึ้นจากการหลอกตัวเอง แล้วมองเห็นว่า พวกคุณล้วนแต่กำลัง “หุบปาก” ใน &lt;strong&gt;เรื่องบางเรื่องที่ใหญ่มากๆ&lt;/strong&gt; อยู่ทั้งนั้น&lt;br /&gt;(ประหลาดไหม ที่คุณภัคหรือใครต่อใคร ช่างทนไม่ได้เหลือเกินกับการที่ผมบอกให้ “หุบปาก” เรื่องนักการเมือง &lt;u&gt;แต่ที่ถูกทำให้ “หุบปาก” อยู่ตลอดเวลาเรื่อง x นี่ไม่ยักกะรู้สึกตัวอะไร&lt;/u&gt;?)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้าคุณคิดว่า เป็นเรื่อง "ธรรมดา" มากๆ ที่ทุกคนต้องเรียนรู้ที่จะไม่ “พลั้งปาก” ไปด่า x ด้วยคำทำนองเดียวกับที่ด่านักการเมือง&lt;br /&gt;ทำไมจึงรู้สึก "ทนไม่ได้" ถ้า &lt;strong&gt;ภายใต้สถานการณ์ที่แน่นอนบางสถานการณ์&lt;/strong&gt; จะห้ามไม่ให้ด่า/ไล่ ทักษิณ ด้วยคำทำนองนี้บ้าง?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;u&gt;&lt;strong&gt;ว่าด้วย “ความหวัง/ความใฝ่ฝัน” และ imagination&lt;/strong&gt;&lt;/u&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คุณภัควดีกล่าวหาว่า ผมคิดเพียงตามสถานการณ์การเมือง ปิดกั้นการคิดเชิงอุดมคติ เชิงความหวัง/ความใฝ่ฝันถึงอนาคต ฯลฯ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บอกตรงๆ ไม่ได้ประชดว่า ผมเศร้าไม่น้อย ที่นักคิดอย่างคุณภัคเอง ไม่ยอมคิดให้ลึกและรอบคอบพอในเรื่องนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;งาน หรือ discourse ของผมทั้งหมดนี่วางอยู่บนอะไรครับ ถ้าไม่ใช่ความเชื่อ/ความหวังที่ว่า &lt;u&gt;ระบอบรัฐ &lt;strong&gt;แบบอื่น&lt;/strong&gt; เป็นไปได้?&lt;/u&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในทางกลับกัน งานและวิธีคิดของนักวิชาการส่วนใหญ่ขณะนี้ รวมทั้งคุณภัคเอง เป็นอย่างไร...&lt;br /&gt;ลองกลับไปเรื่อง “อัปรีย์-จัญไร”&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;เหตุที่คุณภัคและคนอื่นๆไม่ยอมแตะต้อง A,B,x นี่เพราะอะไร? &lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;u&gt;การไม่ยอมแตะต้องนี้ กระทั่งฝังเข้าไปเป็นวิธีคิดแบบ “สามัญสำนึก” แบบความเคยชินที่วา คำอย่าง “อัปรีย์จัญไร” เป็นคำที่ “ไม่ไว้หน้าใครๆทั้งสิ้น” แล้ว &lt;/u&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วิธีคิดเช่นนี้มาจากอะไรครับ? ถ้าไม่ใช่ &lt;strong&gt;เพราะความเชื่อความรู้สึกที่ว่า อำนาจบางอย่าง สถาบันบางอย่าง ระบอบรัฐบางอย่าง เป็นสิ่งที่ยังไงก็เปลี่ยนแปลงไม่ได้ &lt;/strong&gt;&lt;u&gt;ไปยุ่ง ก็ “เปลืองตัว” เปล่าๆ ไปแตะ ก็ “เดือดร้อน” เปล่าๆ มองไม่เห็นหนทางที่จะยุ่ง จะแตะ ขนาดที่กลายเป็นการ &lt;strong&gt;มองไม่เห็น&lt;/strong&gt; ไปเลย&lt;/u&gt; (อัปรีย์จัญไร = “ไม่ไว้หน้าใครๆ” แล้ว !)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ใครกันแน่ครับ ที่ไม่รู้จัก “ความหวัง/ความใฝ่ฝัน”? &lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ใครกันแน่ครับ ที่ไม่มี imagination ? &lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#3366ff;"&gt;ภัควดี&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;(23 มีนาคม 2550)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#3366ff;"&gt;เรื่องหนึ่งที่ต้องขอบอกไว้แต่ต้นก็คือ ภัคมาคุยกับอาจารย์ไม่ใช่ในฐานะตัวแทนใครหรือฝ่ายไหน หมายถึงภัคไม่สามารถพูดแทนใครได้ นอกจากพูดแทนตัวเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อาจารย์บอกว่ามันมีประเด็นใหญ่ประเด็นย่อยหลายอย่าง แต่ภัคว่ามันก็เชื่อมโยงกันหมดแหละค่ะ เพราะฉะนั้่น จับลงไปเรื่องหนึ่งก็ต่อไปเรื่องอื่น ๆ ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เรื่องแรกที่ต้องพูดคือเรื่อง "อัปรีัย์-จัญไร" ดิฉันไม่ทราบว่าเข้าใจอะไรผิดกันบ้างหรือเปล่า แต่ดิฉันเข้าใจแบบคุณไวอากร้าข้างบน คือบริบทที่คำ ๆ นี้มีการพูดกันขึ้นมาี้ ถ้าจำไม่ผิดคือที่สมัชชาคนจน ตอนนั้นพันธมิตรฯ เขาขอรัฐบาลพระราชทานและยกเรื่องมาตรา 7 ที่สมัชชาคนจนมีการคุยกันว่าจะเข้าร่วมกับพันธมิตรหรือไม่ ข้อสรุปคือไม่ แล้วเขาก็พูดคำนี้แหละว่า เดี๋ยวอัปรีย์ไป จัญไรมา ความหมายของเขาก็ชัดเจนนะคะ กล่าวคือไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลจากนักการเมือง หรือรัฐบาลพระราชทาน โอกาสที่มันจะเลวระยำมีเท่า ๆ กัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส่วนตอนบ่อนอก-หินกรูดนั้น พอรัฐประหารแล้ว มีการตั้งปิยสวัสดิ์ขึ้นมาเป็น รมต.พลังงาน ชาวบ้านที่นั่นก็พูดคำนี้ออกมาตรง ๆ ทั้ง ๆ ที่ปิยสวัสดิ์เป็นคนในรัฐบาลของฝ่ายรัฐประหาร ซึ่งทุกคนก็ทราบดีว่า ปิยสวัสดิ์เป็นหนึ่งใน "เครือข่าย" ที่แม็คคาร์โกพูดถึง แล้วอย่างนี้อาจารย์จะบอกว่า เขาพูดไม่ตรงจุดอีกหรือคะ หรืออาจารย์หมายความว่า ด่าจัญไรนี่น้อยไป ต้องด่าให้หนักกว่านี้ ต้องหาคำให้หนักว่า อัปรีย์? มันคงไม่ใช่เรื่องของการหาศัพทานุกรมของคำด่ากระมัง ภัคยอมรับว่าอ่านแล้วค่อนข้างงงกับที่อาจารย์ยก เอ ๆ บี ๆ เอ็กซ์ ๆ มา คือเขาก็ด่าทั้งอำนาจสว่างอำนาจมืดแล้ว แต่เหมือนว่าอาจารย์บอกว่ายังด่าไม่เจ็บพอ ต้องด่าให้แสบกว่านี้?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;555 ภัคล้อเล่นค่ะ อาจารย์คงไม่ได้หมายความอย่างนั้นหรอก ภัคเข้าใจเอา่เองจากการอ่านโดยรวม (ถ้าผิดก็บอกได้ค่ะ้ แต่นิสัยภัคเป็นคนไม่ชอบ quote คำพูด แต่ชอบเข้าใจเอาแบบระหว่างบรรทัดหรือสรุปรวมๆ มากกว่า) อาจารย์คงหมายความว่า แค่ด่ายังไม่พอ ถ้าจะให้พอ ต้องออกมาสนับสนุนทักษิณและไทยรักไทยด้วย ต้องตั้งตัวเป็นปฏิปักษ์กับพันธมิตรฯ เราต้องเตะหมาให้เข้าปากหมูเสียก่อน จนกว่าจะเหลือหมูตัวเดียว แล้วเราค่อยจัดการหมูตัวนั้นทีหลัง (ภัคใช้คำอุปมานี้อย่างจงใจ)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เดาว่าฉากที่อาจารย์อยากเห็นก็คือ อาจารย์คงอยากเห็นสมัชชาคนจน นักวิชาการ เอ็นจีโอ ฯลฯ ออกมาประกาศแถลงการณ์ว่า ในนามของระบอบประชาธิปไตยและการเลือกตั้ง แม้ว่าพวกเราจะไม่ค่อยชอบขี้หน้าทักษิณนัก แต่เพื่อกันไม่ให้เกิดการรัฐประหารและมีการใช้อำนาจนอกรัฐธรรมนูญ เราจะปกป้องทักษิณและนักการเมืองทั้งหลายสุดชีวิต จนเมื่อเหลือแต่อำนาจสว่างเหล่านี้แล้่ว เราจะย้อนมาเช็คบิลพวกนี้ทีหลัง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มันคงเป็นฉากที่ดูไม่จืดมากเลยค่ะ สนุกกว่าซอดองโยอีก ในกรณีที่มีการทำอย่างนี้่จริง (ซึ่งไม่ใช่เป็นไปไม่ได้) หมายความว่าเราต้องเล่นเกมตามฝ่ายไทยรักไทย ยอมให้เขาใช้เป็นเครื่องมือ เพื่อกำจัดอีกฝ่ายหนึ่งให้สำเร็จเสียก่อน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อันนี้พูดตามสำนวนจีนก็คือ ยอมกล้ำกลืนความอัปยศ มุดลอดหว่างขาของศัตรู เพื่อกลับมาล้างแค้นในวันหลัง มันมาจากนิทานอุทาหรณ์ที่ว่า แม่ทัพคนหนึ่งยอมคลานลอดหว่างขาศัตรูเพื่อรักษาชีวิตไว้ แล้วมาเอาชัยได้ในภายหลัง แต่นั่นเป็นสายตาของประวัติศาสตร์ที่จบไปแล้วและมองย้อนกลับไป ถ้าเกิดแม่ทัพคนนั้นดันมาเอาชัยไม่ได้ทีหลัง เขาก็คงไม่ได้เป็นวีรบุรุษหรอก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประเด็นที่ภัคจะพูดก็คือ อาจารย์เอาอะไรเป็นหลักประกันว่า ถ้าทุกคนทำตามที่อาจารย์บอกแล้ว ยอมกล้ำกลืนความอัปยศแล้ว ยังไม่รวมอะไรต่ออะไรที่จะตามมา มันจะเป็นอย่างที่อาจารย์บอกแน่ ๆ ว่าจะเหลือหมูตัวเดียว หมูจะไม่กลายเป็นเสือ (เช่น กรณีของฮิตเลอร์ที่มาจากการเลือกตั้ง) หมูจะไม่สร้างอำนาจมืดอย่างอื่นขึ้นมาแทนอำนาจมืดเก่า หรือพอหมาเห็นทุกคนเข้าข้างหมู หมาเลยกลับลำไปจับมือกับหมูแทนก่อน เดี๋ยวได้จังหวะค่อยงับหมูวันหลังก็ได้ ฯลฯ (ภัคว่าอันหลังนี้มีโอกาสออกมากที่สุด)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้าความเป็นจริงในโลก = ความเป็นไปได้ ความเป็นไปได้ก็มีหลายทางมากเลยนะคะอาจารย์ มันไม่ได้มีอยู่แค่สองทางเลือกอย่างที่อาจารย์บอก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ถ้าเราทำตามที่อาจารย์บอก ที่แน่ ๆ คือเราเสียตัวตนและความเชื่อของเราไปแล้ว เพื่อแลกกับความน่าจะเป็นที่อาจเกิดหรือไม่เกิดก็ไม่รู้ได้ รวมทั้งผลของมันก็อา่จเละเทะยิ่งไปกว่าเดิม เกิดหมูกลับไปคืนดีกับหมาต่อ ทิ้งพวกเราให้จมขี้หมูขี้หมา รวมทั้งถูกด่าว่าเป็นพวกฉวยโอกาส อยากเป็นใหญ่ เลียอำนาจ (แม้ว่ามันจะสว่างก็ตาม) แตกคอกันเอง (แหงล่ะ มันก็ต้องมีคนไม่เห็นด้วย) ไม่มีจุดยืน ใช้เป้าหมายตัดสินวิธีการ ฯลฯ คือภัคว่าลองนึกภาพดูเอาเองก็แล้วกันนะคะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในทางกลับกัน ถ้าภัคจะเรียกร้องอาจารย์บ้างล่ะคะว่า เพื่อระบอบประชาธิปไตยและการเลือกตั้ง อาจารย์ควรยอมเสียสละและออกมาสนับสนุนการรัฐประหารครั้งนี้! เพราะทุกคนก็ทราบดีว่า การรัฐประหาร 19 กันยา เป็นจุดเสื่อมของสถาบันครั้งใหญ่ที่สุด ถ้าใครคิดเรื่องนี้ไม่ออก ก็เหมือนอยู่เมืองไทยอย่างมืดบอดเช่นกันค่ะ มีครั้งไหนบ้างที่มีการวิจารณ์และไปยืนด่าหน้าบ้านองคมนตรี มีครั้งไหนบ้างที่มีการวิจารณ์สถาบันกษัตริย์จนต้องสั่งปิดเว็บบอร์ดหลาย ๆ ที่ แม้แต่ตอนนี้ก็ลองเข้าไปดูตามพันทิปกันสิคะ แล้วถ้ารัฐบาลนี้บริหารงานล้มเหลว (ซึ่งตั้งแต่ตอนตั้งนายกฯ กับ รมต. ทุกคนก็น่าจะดูออกว่าเหลวแน่) ถ้าเกิดการรัฐประหารซ้อน ถ้ามีการนองเลือดอีก ในใจทุกคนคงไม่กล่าวโทษแค่ผู้สนองพระบรมราชโองการแน่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดังนั้น การออกมาสนับสนุนการรัฐประหารไปเลย ก็เหมือนยุทธวิธีตามสำนวนจีนว่า "จะจับแต่แสร้งปล่อย" (แหะ แหะ ช่วงนี้อ่านกำลังภายในอยู่ค่ะ) เพื่ออุดมการณ์ของอาจารย์ อาจารย์ก็ต้องทนยอมกล้ำกลืนบ้างนะคะ อาจารย์ควรสนับสนุนมาตรา 7 และุพระราชอำนาจให้มีการระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ เพราะเท่ากับคราวนี้อำนาจมืดจะออกมาสว่างแล้ว ถึงจะแค่สว่างรำไรก็เถอะ จริงอยู่ ความเป็นไปได้ที่ภัคเสนอนี้ ก็อาจมีตัวแปรอย่างอื่นเข้ามาแทรกที่ทำให้มันไม่เป็นไปตามที่เราคิด แต่ภัคว่าข้อเสนอของภัคก็ยังดูมีความเป็นไปได้มากกว่าของอาจารย์นะคะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่มันก็คงสุดที่จะกล้ำกลืนได้สำหรับอาจารย์ ภัคก็เห็นด้วยค่ะ เพราะถ้าต้องทำแบบนั้น "มีชีวิตอยู่มิสู้ตายเสียดีกว่า" ต่อให้ภัคมีหลักประกันแน่นอนว่า วิธีการของภัคสำเร็จแน่ ภัคก็จะไม่แนะนำให้ใครต้องกล้ำกลืนอะไรเืพื่ออะไรสักอย่างที่ไม่รู้ว่าได้มาแล้วดีจริงหรือเปล่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ประเด็นที่แท้จริงของอาจารย์คงไม่ได้อยู่ที่ทักษิณหรือไม่ทักษิณ มันน่าจะอยู่ตรงที่อาจารย์ต้องการให้ทุกคนมายืนอยู่ตรงระบอบประชาธิปไตยและการเลือกตั้ง "อย่างเคร่งครัด" ซึ่งอาจารย์คิดว่าเป็นบันไดขั้นแรกของการก้าวไปสู่อุดมคติ/ความใฝ่ฝัน แต่ปัญหาคือ ภัคไม่ได้มองว่านั่นเป็นบันไดขั้นแรก และแม้ว่าภัคพูดแทนคนอื่น ๆ ไม่ได้ แต่ภัคคิดว่าการที่หลาย ๆ คนไม่ยอมไปยืนตรงบันไดขั้นนั้น แต่พยายามไปสร้างบัีนไดใหม่ ก็เพราะเราไม่เชื่อว่ามันมีประโยชน์อะไรที่จะต้องไปหย่อนบัตรเลือกตั้งทุก 4 ปีเพื่อเลือกสมาชิกคนหนึ่งของชนชั้นสูงเพื่อมาเป็นผู้แทนที่ไม่ได้เป็นตัวแทนจริง ๆ ของเรา (misrepresent)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตรงนี้ที่อาจารย์รับไม่ได้ เพราะบอกว่าเราไม่มีบันไดอื่นมาเป็นแคนดิเดตกับบันไดที่มีอยู่แล้ว คือข้อเสนอของเรานำไปสู่ "ความว่างเปล่า" โอเคค่ะ เดี๋ยวขอทิ้งไว้แค่นี้ก่อน แล้วภัคจะต่อพรุ่งนี้นะคะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;(ความจริงวันนี้ตั้งใจจะเขียนตอนเช้าก่อนทำอย่างอื่น ที่บ้านก็ดันไฟดับ กะจะเขียนช่วงเย็น ไฟก็ดับอีก! เราช่างมีชีวิตอยู่ในโลกที่กลายเป็นกับดักเสียจริง!)&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;สมศักดิ์&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;(23 มีนาคม 2550)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมจะหาเวลาตอบยาวกว่านี้ภายหลัง&lt;br /&gt;แต่เอาประเด็นเดียว ที่ผมแปลกใจที่คุณภัค หรือคนอื่นๆ ไม่เข้าใจ หรือไม่ยอมเข้าใจ&lt;br /&gt;&lt;blockquote&gt;&lt;span style="color:#3366ff;"&gt;เขาก็ด่าทั้งอำนาจสว่างอำนาจมืดแล้ว แต่เหมือนว่าอาจารย์บอกว่ายังด่าไม่เจ็บพอ ต้องด่าให้แสบกว่านี้?&lt;/span&gt;&lt;/blockquote&gt;ผมไม่ได้พูดตรงไหนเรื่อง ด่าแรงพอหรือแรงไม่พอ (ยิ่งไม่ได้พูดในแง่ฉากที่คุณภัคเขียนขึ้นมาต่อจากนั้น เรื่อง ทรท. หรืออะไร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พูดแบบตรงๆเลยนะครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เอากันตรงนี้เลย &lt;strong&gt;ถ้าคุณภัคหรือใครก็ตามยืนยันว่า มีการด่ากันทั้งอำนาจมืดสว่างอยู่แล้ว&lt;/strong&gt; จริง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เอาตรงนี้เลยครับ เขียนออกมา (ด่าออกมา) ว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;".... อัปรีย์"&lt;br /&gt;เหมือนกับที่สามารถเขียนหรือพูดว่า "นัการเมือง ก ข ค อัปรีย์" น่ะครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประเด็น ไม่ใช่อยู่ที่ ด่า "แรง" หรือ "ไม่แรง"&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ระบุมาเลยสิครับ ว่าด่าใคร แบบที่ระบุออกมาเวลาด่านักการเมือง&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แน่นอน ไม่ว่าคุณภัค หรือใครก็เขียนเติม ... ไม่ได้ (ผมเชื่อว่า ทุกคนรู้ว่าผมหมายถึงใครหรืออะไร)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จากประเด็นที่ว่าไม่ได้ แสดงให้เห็นว่า ประเด็นทั้งหมดที่พูดมาก่อนหน้านี้ เรื่อง การใช้คำนี้เป็นการใช้แบบไม่ไว้หน้าใคร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หรือการรณรงค์เรื่องทักษิณ หรือนักการเมือง เป็นการรณรงค์ตามประชาธิปไตยอย่างเต็มที่ ฯลฯ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;จึงไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เป็นเพียงการณรงค์ การโกรธ การด่า แบบ "เลือกสรร" ทั้งนั้นแหละครับ&lt;br /&gt;&lt;blockquote&gt;&lt;span style="color:#3366ff;"&gt;เราต้องเล่นเกมตามฝ่ายไทยรักไทย ยอมให้เขาใช้เป็นเครื่องมือ เพื่อกำจัดอีกฝ่ายหนึ่งให้สำเร็จเสียก่อน&lt;/span&gt;&lt;/blockquote&gt;&lt;strong&gt;ที่คุณภัค ไม่กล้า ด่า .. (ระบุชือ แบบที่ระบุ ชื่อ ไทยรักไทย ข้างต้น เป็นต้น) นี่แสดงว่าคุณภัค "กลังเล่นเกมตาม..." ?&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้าคุณภัค "เล่นเกม" ตาม ... ด้วยการไม่กล้าด่า... ตรงๆ ไม่กล้า ระบุ ... ตรงๆ แบบที่พูดถึง ไทยรักไทย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทำไม จึงมาประชด หรือเสียดสีผมเรือ่ง เล่นเกมตาม ไทยรักไทย?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"เล่นเกมตาม"ง.. แบบ ไม่รู้ตัว แบบคุณภัค และคนอื่นๆ เป็นเรื่อง โอเค? แต่พอผมเสนอว่า ต้องคิดในเชิงยุทธิวธีว่า เมื่อใดควรให้ใครอยู่มากกว่า กลับเป็นเรื่องเหมือนกับเสียดสีได้? ("ดูไม่จีด")&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไม่รู้สึกประหลาดมากๆหรือครับ?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ให้ผมยกประเด็น "รูปธรรม" มากๆ อีกประเด็นหนึ่ง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แม้แต่คำว่า "ระอบบทักษิณ" (ชื่อทักษิณ ชื่อครับ..ชื่อ) &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คุณภัค หรือใคร กล้าเรียก ชื่อ.. ว่า "ระบอบ....." ไหม? &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อันนี้เป็ฯการ "เล่นตามเกม" ..... (ชื่อ) ใช่ไหม? &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สิ่งที่น่าเศร้ามากๆ เวลาอ่านอย่างคุณภัค หรือ ธงชัย หรือคนอื่นๆ ที่ highly intelligent แต่กลับมองไม่ออกว่า &lt;strong&gt;ทุกวินาที ตัวเองกำลัง "เล่นตามเกม...." อยู่ทังนั้น แต่พอผมทักเรื่อง นักการเมือง หน่อย ก็อึดอัด ก็โวยวายขึ้นมาทักนที&lt;/strong&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขออภัยจริงๆครับ ผมไม่อยากใช้คำนี้ กับคุณภัค ในฐานะที่นับถือในงานจริงๆ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ผมพูดมาตลอดว่า ปฏิกิริยา แบบนี้ เป็นปฏิกิริยา แบบ "ดัดจริต" &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คือ ทุกวินาที ทนได้ กับการ "เล่นตามเกม..." (ชื่อ) แต่พอทักเรื่อง นักการเมือง .. กลับทนไม่ได้ รู้สึกเป้นเรื่องน่าละอาย น่าเสียดสีทันที &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นักคิด ต้องไม่มองแต่ สิ่งที่เป็น "สามัญสำนึก" ต้องตั้งคำถามตลอดเวลา &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทำไม จึงโอเค ที่ &lt;strong&gt;ไม่กล้าเอ่ยชื่อ ...&lt;/strong&gt; ในทางไม่ดีเลย &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่พอทักเรื่องว่า คุณด่า นักการเมือง ฯลฯ ขึ้นมา กลายเป็นเรื่องอึดอัด ฯลฯ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ต่อไปนี้ เป็นคำท้า แบบ ซีเรียส มากๆ (ไม่ใช่โวหาร) &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คุณภัค (หรือคุณ freemind) หรือใครก็ได้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แน่จริง พูดเชิง negative แบบที่พูดถึง ทักษิณ ไทยรักไทย ... &lt;strong&gt;อย่าลืมนี่เป็นชื่อเฉพาะทั้งนั้น ไม่ใช่ชื่อนามธรรม&lt;/strong&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;u&gt;พูดให้ผมเห็นตรงนี้แหละครับ แบบเดียวกับที่พูดถึงไทยรักไทย หรือทักษิณ หรือใครๆข้างต้นน่ะ&lt;/u&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ถ้าทำไม่ได้ จะอธิบายว่า ทำไมจึงทำไม่ได้&lt;/strong&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;และถ้าเช่นนั้น ทำไม จึงมีปัญหานัก กับการทักเรื่องทักษิณ หรือไทยรักไทย &lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ชื่อครับ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เอ่ยชื่อ มาสิครับ แบบที่เอ่ยชื่อ ทักษิณ ไทยรักไทย ฯลฯ น่ะ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เอ่ยแบบเสียดสี แบบด่า แบบประชด แบบ negative น่ะ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทำไม่ได้ เพราะอะไร? &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กำลัง "เล่นตามเกม" ..... (ชื่อ) อยู่? &lt;br /&gt;&lt;blockquote&gt;&lt;span style="color:#3366ff;"&gt;ก็เพราะเราไม่เชื่อว่ามันมีประโยชน์อะไรที่จะต้องไปหย่อนบัตรเลือกตั้งทุก 4 ปีเพื่อเลือกสมาชิกคนหนึ่งของชนชั้นสูงเพื่อมาเป็นผู้แทนที่ไม่ได้เป็นตัวแทนจริง ๆ ของเรา (misrepresent)&lt;/span&gt;&lt;/blockquote&gt;&lt;strong&gt;พูดด้วยประโยคแบบนี้ ด้วยภาษาแบบนี้ กับ ... ให้ดูหน่อยสิครับ&lt;/strong&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หรือว่า มีความสามารถ เฉพาะวิจารณ์นักการเมือง "ไม่เป็นตัวแทน" เรา แล้ว.... ที่ &lt;strong&gt;อ้างยิ่งกว่าความเป็นตัวแทนเรา &lt;/strong&gt; คุณภัค เคยเขียนวิพากษ์ การอ้างนั้นไว้ที่นไหนบ้าง? &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้าไม่เคย เขียนตรงนี้ แบบที่เขียนประโยคข้างต้นให้ดูหน่อยสิครับ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่างที่เขียนไปในตัวกระทู้แล้ว &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ใครๆก็เห็นว่า (นี่เป็นตัวอย่างเท่านั้น) x น่ะ เลวสุดๆ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่มีใครกล้าพูดออกมาไหม? (นอกจากในที่รโหฐาน) &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่พอทักเรื่องทักษิณ หรือนักการเมืองหน่อย กลายเป็นเรื่องเดือดเนื้อร้อนใจ เรื่องการทำลายความเป็นมนุษย์ ทำลายการใฝ่ฝัน ความหวัง ฯลฯ ทันที &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่ ยอม "หุบปาก" ไม่แตะต้อง x (และอื่นๆ) ทุกวินาที นี่ ไม่เห็นมีใครบ่นอะไร &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่ยอม "เดินตามเกม" ยอม "ค้อมหัว" literally and figuratively อยู่ ทุกวินาที ไม่เห็นแสดงอาการ อะไรกัน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#3366ff;"&gt;&lt;strong&gt;ภัควดี&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;(24 มีนาคม 2550)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#3366ff;"&gt;ประเด็นเล็ก ๆ ที่ต้องพูดก่อนอื่นก็คือ ที่เข้ามาคุย ไม่ใช่เพราะทนไม่ได้ที่อาจารย์บอกว่าอย่าวิจารณ์นักการเมือง (หรือที่ตอนหลังบอกว่าให้ยั้งการวิจารณ์ไว้ก่อน) ทั้งนี้เพราะดิฉันเป็นคนที่ด่านักการเมืองน้อยมาก จะว่าไปแล้ว ดิฉันไม่ค่อยสนใจนักการเมืองและการเลือกตั้ง ไม่ได้ให้ความสำคัญกับทักษิณมากกว่านักการเมืองคนอื่น อย่างที่อาจารย์ก็คงทราบดีคือ สิ่งที่ดิฉันปฏิเสธมาแต่ไหนแต่ไรไม่ใช่ทักษิณหรือระบอบทักษิณ แต่ปฏิเสธระบอบประชาธิปไตยแบบเลือกตั้งผู้แทนอย่างที่เป็นอยู่ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในส่วนที่เกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์นั้น ภัคเพียงแค่เคยให้สัมภาษณ์ที่ประชาไทตอนที่เขาถามเรื่องมาตรา 7 ว่า รับไม่ได้ เพราะสถาบันกษัตริย์มี สนง.ทรัพย์สิน ที่ถือเป็นกลุ่มทุนหนึ่ง ซึ่งย่อมมีผลประโยชน์ทับซ้อนไม่ต่างจากทักษิณ นอกนั้นภัคก็คิดไม่ออกเหมือนกันว่าเคยพูดอะไรในที่สาธารณะ เพราะดังที่อาจารย์ทราบ ภัคสนใจเรื่องเอฟทีเอ, ดับเบิลยูทีโอ ฯลฯ มากกว่า &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความจริงการต้องมานั่งบอกใครว่าตัวเองทำหรือไม่ทำอะไร เป็นเรื่องไร้สาระมากในความคิดของภัค แต่ที่ยกเรื่องนี้ขึ้นมาเพราะต้องการชี้สองประเด็นคือ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1. ภัคไม่เห็นด้วยกับการเหมารวมฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งว่าเป็นพวกเหมือนกันหมดเพียงเพื่อให้วิจารณ์ง่าย พวกสองไม่เอาหรือไม่เอาทั้งสองก็มีหลากหลายทางความคิด ฉันใดฉันนั้น กลุ่มที่เอาทักษิณ ภัคก็ไม่เหมารวมเด็ดขาด เช่น ภัคย่อมไม่เหมารวมเพื่อนข้างบ้านที่เป็นเกษตรกรไร้ที่ดิน (ซึ่งพูดตอนทักษิณเรืองอำนาจว่า "คนจนจะหมดไป เหลือแต่ยาจก" แต่ยังไง ๆ เขาก็เลือกทักษิณ) อีหลุกขลุกขลุ่ยรวมกับคนที่เชียร์ทักษิณเพราะมีผลประโยชน์อย่างอื่นที่นอกเหนือจากนโยบายประชานิยม &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ภัคคิดว่าการตระหนักถึงความหลากหลายแตกต่างในกลุ่มใดหรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง น่าจะมีประโยชน์มากขึ้นในการวิเคราะห์ หรือถ้าอาจารย์ไม่เห็นด้วยก็แล้วแต่นะคะ แต่อย่างน้อยก็ประหยัดเวลาที่อาจารย์มานั่งเขียนว่า ภัคทนไม่ได้ที่ห้ามวิจารณ์นักการเมือง ฯลฯ เพราะความจริงคือภัคไม่ค่อยสนใจนักการเมืองและการเล่นการเมืองของไทยมานมนานแล้ว &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เรื่องที่จุดประกายให้เข้ามาคุยหรือเกิดความ "ทนไม่ได้" เป็นเรื่อง "อัปรีย์-จัญไร" อะไรนั่นต่างหาก (คือสงสัยว่าก็เขาด่าตรงจุดแล้ว ทำไมอาจารย์ยังไม่พอใจ ฯลฯ) รวมกับอีกประเด็นหนึ่งที่จะพูดทีหลัง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2. ถ้าพูดถึงอำนาจมืด ในเมืองไทยมันมีอำนาจมืดอยู่อีกมาก อย่างที่ทุกท่านทราบดีว่า ในสื่อมวลชนกระแสหลักของเมืองไทยนั้น ข้อห้ามการเขียนบทความที่พาดพิงถึงผลเสียของผงชูรสก็ค่อนข้างเข้มงวดพอ ๆ กับการห้ามเขียนบทความหมิ่้นฯ แล้วยังอำนาจขององค์กรเหนือชาติ ซึ่งมันก็ไม่ได้ผ่านการเลือกตั้งมาเหมือนกัน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อาจารย์อาจจะบอกว่า เรื่องพวกนั้นไม่เป็นไร เพราะยังไงก็ยังพูดได้บ้าง ต้องพูดเรื่องที่พูดไม่ได้ก่อนถึงจะแก้ปัญหาทั้งหมดในเมืองไทยได้ ภัคก็ไม่รู้ว่าการลดทอนปัญหาทั้งหมดเหลือแค่การพูดถึงสิ่งที่พูดไม่ได้ มันแก้ปัญหาได้จริง ๆ หรือเปล่า อาจารย์อาจจะบอกว่า ก็อยู่กับสิ่งที่พูดไม่ได้จนชิน แต่ภัคว่าข้อเสนอของอาจารย์ที่บอกใ้ห้พูดเรื่องที่พูดไม่ได้ ก็เพิ่งมาเกิดหรือเรียกร้องอย่างเข้มข้นในบริบทที่เกิดเหตุการณ์ทางการเมืองระยะหลังนี้เองเหมือนกัน (รวมทั้งขาเชียร์ทั้งหลายด้วย ขอใช้สิทธิ์พาดพิง) &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เอาเถอะ ยังไงมนุษย์ก็ต้องถูกแรงกระแทกจากประวัติศาสตร์เป็นธรรมดา แต่อย่างที่คุณข้างบนคนหนึ่งบอกว่า ลำดับความสำคัญของแต่ละคนไม่เหมือนกัน อาจารย์หมายความจะให้พวกบ่อนอก-หินกรูดเขามานั่งพูดเรื่องที่พูดไม่ได้ก่อนเรื่องปากท้องของเขาหรือคะ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส่วนบทสัมภาษณ์ที่ภัคอ้างถึงตอนต้น อาจารย์ก็คงบอกอีกว่าไม่ได้ จะไปบอกว่า สนง. ฯ เป็นแค่กลุ่มทุนหนึ่งที่มีผลประโยชน์ทับซ้อนเท่ากับกลุ่มทุนทั่วไปไม่ได้ มันต้องแย่กว่านั้น เพราะมันวิจารณ์ไม่ได้ แค่เหมารวมว่าเป็นชนชั้นสูงที่สมประโยชน์กันบ้าง ขัดผลประโยชน์กันบ้าง มันไม่พอ ต้อง single out ออกมาด่าอันเดียว ปัญหาทุกอย่างในเมืองไทยนี่มันลดทอนกันขนาดนั้นเลยหรือคะ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทีนี้กลับมาต่อที่ภัคค้างไว้ ที่อาจารย์บอกว่า อย่างมากที่สุด ข้อเสนอแบบของภัคมันคือ "ความว่างเปล่า" อันนี้เป็นข้อวิจารณ์ที่รับได้ แต่ภัคมีข้อสังเกต 2 ประการคือ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1. ข้อเสนอของภัคมันไม่เกิดผลอะไรก็จริง แต่ข้อเสนอของอาจารย์ก็ดีกว่าของภัคนิดเดียว อย่างที่เขียนไปแล้วว่า อาจารย์ก็ไม่มีหลักประกันว่า ทุกอย่างมันจะออกหวยมาเป็นอย่างที่อาจารย์บอก กับอีกอย่างหนึ่งคือ ต่อให้ปัญญาชน นักวิชาการ เอ็นจีโอ ฯลฯ ทั่วเมืองไทยตอนนี้ ทิ้งประเด็นอื่นหมด มาพูดเรื่องที่อาจารย์อยากให้พูด ให้ทุกคนท่องคำพูดของอาจารย์เหมือนกันหมดเลยก็ได้เอ้า จะได้ไม่ต้องมีแตกแยกเฉไฉ เข้าแถวจัดระเบียบให้เหมือนกันหมดเลย อาจารย์คิดจริง ๆ หรือคะว่า ปวงชนชาวไทยส่วนใหญ่น่ะเขาจะสลัดเสื้อเหลืองมายืนเคียงข้างอาจารย์ ถ้าข้อเสนอของภัคไม่อยู่ในโลกความเป็นจริงที่เป็นไปได้ ข้อเสนอของอาจารย์ก็มีโอกาสเป็นไปได้มากกว่าภัคนิดเดียว และความเป็นไปได้่นั้นอาจเกิดจากการที่มาพูดเอาตอนที่มันใกล้จะพังพอดี &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2. เรื่องที่อาจารย์บอกว่าบันไดของเราไม่มีพิมพ์เขียวนั้น ก็ที่ผ่านมาที่มีพิมพ์เขียวกันมาตลอดเนี่ย มันมีอะไรดีขึ้นหรือทำออกมาแล้วเหมือนที่โฆษณากันไว้หรือเปล่าล่ะคะ มันอยู่ในข้อเสนอของภัคอยู่แล้วว่า พิมพ์เขียวน่ะต้องมาช่วยกันเขียน ไม่ใช่ให้ใครมาเขียนสำเร็จรูปให้ จริงอยู่ การช่วยกันเขียนนั้นไม่มีหลักประกันว่าจะออกมายังไง มันอาจจะออกมาแบบที่ตัวผู้เสนอเอง (เช่น ภัค) ไม่เห็นด้วยด้วยซ้ำ แต่ที่รับรองได้คือจะไม่มีค่าย gulag ทางความคิดแน่นอน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส่วนประเด็นสุดท้ายที่จะพูดถึงคือเรื่องการเลือก ภัคขอพูดสั้น ๆ อย่างนี้คือ ภัคไม่ได้บอกว่าที่ขอมีทางเลือกนั้น หมายถึงการมีเจตจำนงเสรี ในทัศนะของภัคนั้น เราเกิดมาในโลกที่กลายเป็นกับดัก พูดได้ว่าเป็นโลกแบบ Kafkaesque เราเกิดมาในโลกที่กลายเป็นสังคมซับซ้อนซึ่งมีทางเลือกจริง ๆ ไม่มากนัก เพียงแต่ภัคบอกว่า เราน่าจะมีความหวังว่ายังมีทางเลือกที่ 4,5,6 บ้าง ไม่ใช่ลดทอนสังคมที่ซับซ้อนจนเหลือทางเลือกแค่ 2 ทางที่ไม่อยากได้ แล้วถ้ามันมีแค่ 2 ทางอย่างที่อาจารย์บอกจริง นั่นไม่ใช่ทางเลือก แต่มันเป็นกับดัก ถ้าอย่างนั้น ทำไมเราจึงต้องรับผิดชอบทางจริยธรรมในสิ่งที่เราเลือกไม่ได้จริง ๆ ? หรือถามอีกอย่างหนึ่งคือ ทำไมเราต้องชอบนิยาย existentialist ที่อาจารย์เขียนให้เราเป็นตัวละคร ในเมื่อเรารู้สึกว่าฉากหลังในละครมันกลายเป็น Kafkaesque ไปตั้งนานแล้ว &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แล้วมันก็มาถึงประเด็นที่ทำให้ภัค "ทนไม่ได้" กับสิ่งที่อาจารย์เขียนหลาย ๆ ครั้ง คือภัคมองไม่เห็นว่า เวลาที่อาจารย์วิจารณ์คนอื่นในแง่ความคิดในเชิงตรรกะ ทำไมทุกครั้งมันจะต้องกระโดดไปเป็นการประเมินคุณค่าทางจริยธรรมและทุกครั้งเป็นคำคลุมเครือมาก ๆ เช่น ซื่้อสัตย์ต่อตัวเอง, กล้าหาญ ฯลฯ ภัคไม่เข้าใจว่า ทำไมอาจารย์จึงสร้างสมการ "ไร้ตรรกะ/เหตุผล = เลว" ขึ้นมาได้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นั่นประการหนึ่ง กับอีกประการหนึ่งคือ ภัคข้องใจว่า การเรียกร้องเรื่องจริยธรรมแบบนี้ มันเป็นวาทกรรมเดียวกับ "ถ้าทุกคนเป็นคนดี สังคมจะีดีเอง" หรือ "ให้คนดีปกครองบ้านเมือง" หรือวาทะอะไรสักอย่างที่มีคนยกมากระทู้ที่แล้ว แต่เรื่องนี้ยังคิดไม่ละเอียดค่ะ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ภัครีบเขียนมากให้จบวันนี้ คงมีหลายอย่างที่ไม่พึงเขียนหรือเขียนไม่ชัดแจ้ง แต่พรุ่งนี้จะมีเพื่อนมาและจะยุ่งไปอีกหลายวัน พอว่างแล้วจะกลับมาอ่านต่อ ขอให้อาจารย์และทุกคน (คุณฟรีไมนด์ ฯลฯ) วิจารณ์กันเต็มที่ค่ะ ถ้ามีอะไรแล้วค่อยคุยกันต่อ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปล. ที่ภัคพูดว่า "มีชีวิตอยู่มิสู้่ตาย" มันแค่ตีสำนวนเล่นอย่างนั้นเอง อาจารย์อย่าถือจริงจัง ภัคขี้ขลาดจะตายไป แล้วก็ไม่เห็นพระเอกกำลังภายในส่วนใหญ่ตายจริง ๆ อย่างที่พูดด้วย &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;สมศักดิ์&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;(24 มีนาคม 2550)&lt;br /&gt;&lt;blockquote&gt;&lt;span style="color:#3366ff;"&gt;ก็เพราะเราไม่เชื่อว่ามันมีประโยชน์อะไรที่จะต้องไปหย่อนบัตรเลือกตั้งทุก 4 ปีเพื่อเลือกสมาชิกคนหนึ่งของชนชั้นสูงเพื่อมาเป็นผู้แทนที่ไม่ได้เป็นตัวแทนจริง ๆ ของเรา (misrepresent)&lt;/span&gt;&lt;/blockquote&gt;ในสังคมที่ อำนาจล้นฟ้าบางอย่าง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่าว่าแต่ทุก 4 ปี เลย... &lt;br /&gt;ทุก 10 ปี หรือ 50 ปี หรือ.... ปี &lt;br /&gt;อย่าว่าแต่ ไม่มีสิทธิ์จะหย่อนบัตรเลือกตั้งเลย... &lt;br /&gt;แม้แต่พูดถึงแบบปกติที่คนเราพูดถึงเรื่องสาธารณะทั่วๆไป คือ ชอบ-ไม่ชอบ ก็ทำไม่ได้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่าว่าแต่อ้างความเป็น "ผู้แทน" แต่ "ไม่ได้เป็นตัวแทนจริงๆของเรา" เลย &lt;br /&gt;กระทั่งอ้างความเป็นบุพการีของเรา.... &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในสังคมเช่นนี้ &lt;br /&gt;การที่ปัญญาชน ชอบเขียนวิจารณ์ ชอบเขียนแสดงความดูเบาต่อการเลือกตั้ง... &lt;br /&gt;แต่ไม่ยอมพูดถึงอำนาจเช่นนั้นเลย &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้าไม่ใช่เรียกว่า pretentious อย่างน้อยๆ ก็ต้องเรียกว่า pervert แน่ๆ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;.............................. &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ข้อความข้างต้น เขียนก่อนที่จะอ่าน Comment ล่าสุด ของคุณภัควดีข้างต้น &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่จะเห็นว่า ข้อความใหม่ที่ว่า "&lt;span style="color:#3366ff;"&gt;แต่ปฏิเสธระบอบประชาธิปไตยแบบเลือกตั้งผู้แทนอย่างที่เป็นอยู่&lt;/span&gt;" เข้ากับที่เขียนข้างบนพอดี &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;สมศักดิ์&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;(24 มีนาคม 2550)&lt;blockquote&gt;&lt;span style="color:#3366ff;"&gt;เวลาที่อาจารย์วิจารณ์คนอื่นในแง่ความคิดในเชิงตรรกะ ทำไมทุกครั้งมันจะต้องกระโดดไปเป็นการประเมินคุณค่าทางจริยธรรมและทุกครั้งเป็นคำคลุมเครือมาก ๆ เช่น ซื่้อสัตย์ต่อตัวเอง, กล้าหาญ ฯลฯ ภัคไม่เข้าใจว่า ทำไมอาจารย์จึงสร้างสมการ "ไร้ตรรกะ/เหตุผล = เลว"&lt;/span&gt;&lt;/blockquote&gt;ก่อนอื่น ผมไม่เคยใช้ (เท่าที่ผมจำได้) คำว่า "เลว" (เช่นเดียวกับคำว่า "คนดี" เพราะไอเดียเรื่อง "คนดี-คนเลว" โดยเฉพาะในแบบพุทธที่มีบางคนชอบอ้าง ไม่อยู่ในสารบบวิธีคิดของผม) เรื่องนี้สำคัญ เพราะถ้ากล่าวหาผมในเรื่อง "ประเมินคุณค่าทางจริยธรรม" ควรกล่าวหาให้ถูกต้องว่าผมพูดอะไร &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ที่คุณภัควดีกล่าวหาว่าผม "กระโดด" ไปเรื่องคุณค่าทางจริยธรรม ถ้าหมายถึง การพูดที่ผมวิจารณ์ว่า "ไร้ตรรกะ" "ไร้เหตุผล" หรือ "ดัดจริต" นั้น &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมไม่เห็นว่า ทำไมจะทำไม่ได้ (อันที่จริง คำพวกนี้ ในศัพท์ของผม ก็ไม่ใช่คำวิจารณ์เชิงจริยธรรม "ตรรกะ" "ไม่มีเหตุผล" กระทั่ง "ดัดจริต" คำหลังนี้ หมายถึงการ "แกล้งทำเป็นมีหลักการสูงส่ง แต่แท้จริงแล้ว "เลือกสรร" การใช้ "หลักการ" นั้นอย่างยิ่ง ในแง่นี้ มาจากการไม่คงเส้นคงวาทางตรรกะ ทาง argument ก่อนอื่นใด) &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และเมื่อเปรียบเทียบกับที่คุณภัครู้สึกว่า คำด่านักการเมืองประเภท "อัปรีย์จัญไร" เป็นคำด่าที่ "ถูกจุด" ที่สุด &lt;br /&gt;ไม่รู้สึกว่าเป็นการ "ประเมินทางจริยธรรม" ที่แย่กว่าหรือ? &lt;br /&gt;หรือว่า เวลาด่านักการเมือง "อัปรีย์จัญไร" (ซี่งผมไม่ใช้กับปัญญาชนด้วยกันแน่ๆ) เป็นเรื่อง โอเค &lt;br /&gt;แต่ถูกวิจารณ์ว่า "ไม่มีเหตุผล" "ดัดจริต" เป็นเรื่องไม่โอเค... &lt;br /&gt;(ไม่อยากใช้คำว่า "ดัดจริต" ซ้ำ แต่หลายปีที่ผ่านมา ท่าทีแบบนี้ของปัญญาชน - ไม่ใช่เฉพาะคุณภัค - ผมว่า มันออกจะ "ดัดจริต" จริงๆ ดังที่ผมเคยวิพากษ์ธงชัยที่ออกมาปกป้องนักวิชาการต่างๆในลักษณะทำนองนี้มาก่อน ..... เวลานักวิชาการ - เช่นรังสรรค์ หรือ คุณภัค ในทีนี้ - ด่านักการเมือง "อัปรีย์" ไม่เห็นปัญญาชนอันสูงส่งที่ทนไม่ได้เรื่อง "การตัดสินคุณค่าทางจริยธรรม" ออกมาแสดงความเดือดเนื้อร้อนใจอะไร) &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปล. พูดตรงๆนะครับ คุณภัคไม่เคยตอบประเด็นที่ผม raise จริงๆ แต่อ่ยางใด ไม่ว่ากรณีทางเลือกอื่น ว่าคืออะไร มีจริงหรือไม่ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประเด็นที่อ้างว่าการด่า "อัปรีย์จัญไร" เป็นการด่าอย่างไม่ไว้หน้าใครๆแล้ว ทั้งๆที่ไม่จริงเลยแม้แต่น้อย &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ลักษณะที่ว่า &lt;strong&gt;ยอมทนได้กับการ "เล่นตามเกม" อำนาจบางอย่าง&lt;/strong&gt; แต่พอทักเรื่องนักการเมือง ก็กลับทนไม่ได้ กลับหาว่าเป็นการ "เล่นตามเกม" &lt;br /&gt;ฯลฯ ฯลฯ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;สมศักดิ์&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;(24 มีนาคม 2550)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประเด็น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;(1) ที่กล่าวว่า ควรปฏิเสธทั้งทางเลือกที่ 1 และ 2 และปฏิเสธว่า มีทางเลือกเพียง 2 ทาง ควรมีทางเลือกที่ 3, 4, 5 &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อะไรคือ คือทางเลือกที่ 3, 4, 5 ที่ว่า? &lt;br /&gt;ในโลกที่เป็นจริง ที่ผ่านมา &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การที่ไม่เคยชี้ออกมาได้ว่า 3, 4, 5 คืออะไร ได้แต่ยืนกรานว่า "มี" หรือ "ควรมี" &lt;br /&gt;(แต่กล่าวหาว่าข้อเสนอผมเป็น "กับดัก") ไม่รู้สึกว่าเป็นการ "หลอกตัวเอง" (delusion) หรือ หลอกผู้อื่น หรือ? &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;(2) ที่สนับสนุนว่า การด่า "อัปรีย์จัญไร" เป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว เพราะตรงจุด และไม่ไว้หน้าใครแล้ว &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จะอธิบายการที่ไม่สามารถใช้คำนี้กับ A,B,x อย่างไร? &lt;br /&gt;(และถ้าเช่นนั้น การใช้คำนี้ อย่าง "เลือกสรร" อย่างยิ่ง เช่นนี้จะมีความหมายอะไร?) &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จะอธิบายการที่กล่าวหาว่า การ defend ทักษิณ ฯลฯ เป็น "เล่นตามเกม" &lt;br /&gt;ขณะที่ยอม "เดินตามเกม" บางอย่างอยู่ตลอดเวลา โดยไม่มีปฏิกิริยาในลักษณะเดียวกัน (เมื่อพูดถึงกรณีนักการเมือง) ได้อย่างไร? &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;(ประเด็นเชื่อมโยง จะ justify การดูเบาเรื่องเลือกตั้ง แต่เงียบเฉยต่อการได้มาซึ่งอำนาจแบบอื่นได้อย่างไร? ไหนการวิพากษ์เชิงหลักการ เรื่อง representation ต่ออำนาจอื่น?) &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;สมศักดิ์&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;(25 มีนาคม 2550)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมยอมรับว่า ในการวิวาทะกับคุณภัควดีในช่วง 2 วันทีผ่านมา ผมโกรธ และเขียนด้วยถ้อยคำรุนแรง &lt;br /&gt;&lt;u&gt;แต่นี่ไม่ใช apology เป็นแต่เพียง explanation และ justification&lt;/u&gt; &lt;br /&gt;กล่าวคือ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อปัญญาชนระดับคุณภัควดี ทำในสิ่งต่อไปนี้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;(1) endorse การประนาม "อัปรีย์จัญไร" โดยการสนับสนุนว่า เป็นคำประนามที่ตรงจุด และ ไม่ไว้หน้าใคร &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ทั้งๆที่ความจริง คำประนามนี้ ในสังคมไทย สามารถและถูก applied กับนักการเมืองเป็นหลักเท่านั้น &lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ที่สำคัญ ไม่มีทางถูกใช้กับ A,B,x ได้เลย &lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การ endorse ในลักษณะดังกล่าว จึงเป็นการหลอกตัวเอง ("ตรงจุด", "ไม่ไว้หน้าใคร") และหลอกคนอื่นด้วย &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;(2) ดูเบา-วิจารณ์ การเลือกตั้ง และไอเดียเรื่องการเลือกผู้แทน &lt;br /&gt;&lt;strong&gt;โดยที่ไม่ยอมแตะต้อง อำนาจมืด อื่น ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง&lt;/strong&gt; &lt;br /&gt;ที่อ้างยิ่งกว่าความเป็นตัวแทน (ความจริงคืออ้างความเป็นบุพการี) &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;(3) วิจารณ์ว่า การสนับสนุนนักการเมืองแม้เพียงเล็กน้อย เป็นการ "เล่นตามเกม" ของนักการเมือง เป็นการ "หุบปาก" ต่อนักการเมือง ราวกับว่าเป็นอะไรบางอย่างที่น่ารังเกียจ &lt;br /&gt;&lt;strong&gt;แต่ขณะเดียวกัน ไม่ยอมเอ่ยถึง การต้องยอมทน "เล่นตามเกม" ของบางกลุ่มบางคนอยู่ทุกวินาที การยอมทน "หุบปาก" ต่ออำนาจมืดเหล่านั้นอยุ่ทุกวินาที ราวกับว่า การ "เล่นตามเกม", การ "หุบปาก" นั้น เป็นเรื่องธรรมดา แต่พออะไรที่จะให้ประโยชน์นักการเมืองหน่อย เป็นเรื่องน่ารังเกียจ &lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ซึ่งเป็นการมองที่หลอกตัวเอง เช่นเดียวกับ (1)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;สิ่งเหล่านี้ contribute - อันที่จริง คือเป็นส่วนหนึ่งของ - ภูมิปัญญา/วัฒนธรรมการเมืองร่วมสมัย ที่ครอบงำสังคมไทยในระยะหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นแบ็กกราวน์ให้กับการฟื้นอำนาจครั้งใหญ่ของอำนาจมืดในขณะนี้ &lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;u&gt;การพูดในลักษณะ (1)-(3) เป็นการพูดที่ไม่รับผิดชอบ ถ้าใช้ภาษาชาวบ้านแบบไม่เกรงใจคือ พูดพล่อยๆ&lt;/u&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ในหลายปีที่ผ่านมานี้ ปัญญาชนสาธารณะทั้งหลาย พูด "พล่อย" แบบนี้ จนกลายเป็นความเคยชิน&lt;/strong&gt; โดยไม่ได้รับการท้าทายกันเอง ทำให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อวัฒนธรรมทางการเมือง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เวลาคุณพูดคำด่า (ที่เป็นได้แต่คำด่านักการเมือง) ทำนอง "อัปรีย์จัญไร" แล้วไม่รู้สึกอะไร &lt;br /&gt;แต่พอถูกผมวิจารณ์กลับแบบแรงๆ กลับแสดงความไม่พอใจ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไม่ทราบเคยคิดอย่างซีเรียส ถึงผลกระทบของการพูด (1)-(3) ตั้งแต่ต้นหรือไม่? &lt;br /&gt;ไม่ทราบเคยคิดถึง "ความรับผิดชอบ" ในฐานะปัญญาชนสาธารณะต่อกระแส....ทุกวันนี้หรือไม่? &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เวลาคุณ endorse คำอย่าง "อัปรีย์จัญไร" (เหมือนที่คนอย่างธีรยุทธ พูดถึง "อัครมหายำประเทศ" หรือ ประเวศ หรือ นิธิ "กู..มึง...") &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;แต่กลับ "หุบปาก" (คำของคุณเอง) อย่างสนิท ต่อ อำนาจมืดบางอย่าง &lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คุณเคยคิดถึง &lt;strong&gt;ความรับผิดชอบ&lt;/strong&gt; ของคุณต่อกระแส.... ทุกวันนี้หรือไม่? &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;/p&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2752561975561296815-8164709561827530041?l=somsakcouppostings.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2752561975561296815/posts/default/8164709561827530041'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2752561975561296815/posts/default/8164709561827530041'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://somsakcouppostings.blogspot.com/2007/07/abx.html' title='&quot;อัปรีย์ไป จัญไรมา&quot;, ABx และ ฮิตเล่อร์ : วิวาทะกับ ภัควดี วีระภาสพงษ์'/><author><name>somsak jeamteerasakul</name><uri>http://www.blogger.com/profile/14268134662317735521</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='28' height='32' src='http://2.bp.blogspot.com/_gl9__ug11T0/SMKGqP-9vAI/AAAAAAAAADw/DGuuiEFmCxs/S220/somsak.jpg'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2752561975561296815.post-8521144506963241495</id><published>2007-07-21T05:46:00.000-07:00</published><updated>2007-07-21T05:48:56.042-07:00</updated><title type='text'>ธีรยุทธ บุญมี : กาฝาก 14 ตุลา และ "ปัญญาชนบริกร"</title><content type='html'>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;u&gt;"กาฝาก 14 ตุลา"&lt;/u&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลัง 14 ตุลา (ในทีนี้ผมรวมถึงขบวนการต่อเนื่องจนถึงช่วงต้นทศวรรษ 2520) ธีรยุทธ ได้สร้างสรรค์งานอะไรที่ทำให้สมควรได้รับความสนใจ หรือนับถือ ในระดับที่ทำให้มีปรากฏการณ์ "แถลงข่าว" ให้ หนังสือพิมพ์พาดหัวแบบนี้บ้าง? คำตอบคือ ไม่มีเลย เหตุผลสำคัญประการเดียว ที่ธีรยุทธ ได้รับการปฏิบัติเช่นนี้ ไม่ใช่เพราะความประทับใจ หรือนับถือในผลงานวิชาการ หรือผลงานด้านสังคมอื่นๆ งาน "วิชาการ" ของเขา (ซึ่งมีน้อยมาก) ไม่เคยได้รับการยอมรับในวงวิชาการจริงๆ และเขาไม่เคยมีตำแหน่งหน้าที่การงานอะไร ที่ทำอะไรออกมาจริงๆจังๆ สิ่งที่เขาทำจริงๆ ในรอบ 20 ปีนี้ ก็มีเพียงอย่างที่กำลังทำอยู่นี้แหละ คือ ออกมา "แถลงข่าว" เป็นระยะๆ - - - แต่เหตุผลประการเดียวที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์เช่นนี้ได้ ก็คือ เขามีชื่อเสียงจาก 14 ตุลา &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นั่นคือ การที่ธีรยุทธ สามารถทำเช่นนี้ได้ เพราะเขา อาศัย "ต้นไม้ 14 ตุลา" ซึ่งก็คือ เลือดเนื้อความเสียสละของผู้ปฏิบัติงาน และมวลชน จำนวนมหาศาล เป็น "แหล่งทำมาหากิน" .. เหมือนกาฝาก หรือในสำนวนไทยอีกอย่าง คือ "กินบุญเก่า" แต่เป็นบุญทีคนอื่นทำไว้เสียเยอะ (บุญที่เขาทำเอง หมดไปนานแล้ว เพราะไม่เคยต่อใหม่) &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;u&gt;"ปัญญาชนบริกร"&lt;/u&gt;&lt;br /&gt;นอกจาก "ความฉลาด" ในการเป็น "กาฝาก" ของ "ต้นไม้ 14 ตุลา" โดยไม่ยอมไป "ทำมาหากิน" ด้วยตัวเองจริงๆ แล้ว เหตุผลรองอีกประการหนึ่ง คือ "ความฉลาด" ในแง่เป็นคนคอย "บริการ" ให้กับ หนังสือพิมพ์ และสื่อมวลชนไทย ซึ่งไม่เคยมีความฉลาดด้วยตัวเองพอจะเขียนหัวข้อข่าวด้วยตัวเอง และขณะเดียวกัน ก็ โง่พอที่จะหลงเชื่อว่า "คำเท่ห์ๆ" เป็นอะไรที่น่าสนใจลึกซึ้ง... .. ลักษณะที่ธีรยุทธ "คิดคำ" ที่นำไปพาดหัวได้ กลายเป็นอะไรบางอย่างที่มากเสียจนกลายเป็น parody ตัวเองไปแล้ว ในสมัยแรกๆ การ "คิดคำ" เหล่านี้ ยังมีลักษณะเพียงการเสริมการ "วิเคราะห์" ของเขาบ้าง ทุกวันนี้ นสพ.ไปฟัง และรายงาน "แถลงข่าว" เพื่อหา "พาดหัว" ล้วนๆ เพราะสิ่งที่ธีรยุทธ "วิเคราะห์" ออกมา มีคนอื่นพูดไปแล้วทั้งนั้น หลายรายพูดได้น่าสนใจกว่าเขา เพียงแต่ไม่มีใคร "ฉลาด" พอ หรือมีเวลาว่างพอ ในการคิดหาวิธีหลอก นสพ.แบบเขาได้ เขาได้พัฒนาเรื่องนี้จนเป็น art-form เป็น "ศิลปะ" อย่างหนึ่ง ความจริง หากในยามเกษียณอายุ (หวังว่าจะมีนะ กลัวแต่จะไม่ยอมไปไหน เหมือนประเวศ ที่เขากำลัง "เทรน" ตัวเอง ไว้แทนที่นั่นแหละ) แล้วใครต่อใคร โดยเฉพาะ นสพ. เริ่มฉลาดขึ้น และเลิกทำแบบนี้แล้ว เขาอาจจะไปเขียน "คู่มือ" การ "ปั่นข่าว" หากินต่อได้อีกสักระยะหนึ่งด้วย &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;u&gt;เผด็จการฟาสซิสต์ ไม่พอ&lt;/u&gt;&lt;br /&gt;คำ "วิจารณ์" คมช.-รัฐบาลทหารของธีรยุทธ &lt;a href="http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9500000022765"&gt;ครั้งนี้&lt;/a&gt; ก็เช่นเดียวกับครั้งก่อน ("ขิงแก่", "ขมิ้นอ่อน", "โกกิ") คือ ไม่ใช่การวิจารณ์ว่ารัฐบาลนี้เป็นเผด็จการ ใช้อำนาจปืน มาจัดการผู้อื่น ทำให้กระบวนการยุติธรรม และกฎหมาย ที่ควรเป็นกติกา หรือ กลไกที่เป็นกลางกับทุกฝ่าย ให้เป็นเพียงเครื่องมือเล่นงานศัตรูทางการเมือง .. "การตรวจสอบ" ต่างๆ ที่ดำเนินอยู่นี้ แม้แต่ชาวบ้าน ก็รู้ว่า เป็นเรื่องของกระบวนการยุติธรรมหลอกๆ (show trial) คือ มีไว้เล่นงานศัตรูเท่านั้น (สิ่งที่รัฐบาลชุดนี้ทำ ถ้าเป็นสมัยก่อน เช่น การรับตำแหน่ง 4-5 ตำแหน่งพร้อมๆกันของผู้นำทหาร, การใช้ที่ดินป่าสงวนของนายกฯ แม้แต่เรื่อง การจดทะเบียนสมรสซ้อน, การตั้งลูกตัวเองเป็นเลขาฯ พาลูกไปเที่ยวอย่างน่าสงสัยว่าจะใช้เงินหลวง ฯลฯ.. ถ้าเป็นสมัยรัฐบาลเลือกตั้ง ป่านนี้ถูกเล่นงานเปิดเปิงไปแล้ว ...) แต่ธีรยุทธ ยังเห็นว่าไม่พอ คือยังเห็นว่า ที่คณะทหารและรัฐบาลนี้ กำลังกระทำชำเรากฎหมาย กระทำชำเรากระบวนการยุติธรรมนั้น ไม่พอ .. ยังไม่ฟาสซิสต์พอ คำวิจารณ์ของเขา ทั้งครั้งก่อนและครั้งนี้ สรุปแล้ว คือ "เอาแม่ งเลย" "เอาแม่ งเลย" ทักษิณน่ะ ไม่ต้องคำนึงถึงเปลือกนอก หรือกรอบอะไรของกฎหมายเลย (ซึ่งจริงๆก็ไม่คำนึงอยู่แล้ว แต่เขายังเห็นว่า ไม่พอ) .. "เอาเลย" ไม่ต้องห่วงเรื่องความชอบธรรมพวกนี้ ใช้อำนาจที่มีอยู่ เล่นงาน "แม่ง" เลย... &lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;/p&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2752561975561296815-8521144506963241495?l=somsakcouppostings.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2752561975561296815/posts/default/8521144506963241495'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2752561975561296815/posts/default/8521144506963241495'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://somsakcouppostings.blogspot.com/2007/07/14.html' title='ธีรยุทธ บุญมี : กาฝาก 14 ตุลา และ &quot;ปัญญาชนบริกร&quot;'/><author><name>somsak jeamteerasakul</name><uri>http://www.blogger.com/profile/14268134662317735521</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='28' height='32' src='http://2.bp.blogspot.com/_gl9__ug11T0/SMKGqP-9vAI/AAAAAAAAADw/DGuuiEFmCxs/S220/somsak.jpg'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2752561975561296815.post-6230938013598217481</id><published>2007-07-21T02:13:00.000-07:00</published><updated>2007-07-21T19:30:20.539-07:00</updated><title type='text'>บันทึก "เปิดผนึก" ถึง พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ ว่าด้วยเศรษฐกิจพอเพียง : เมื่อไรจะหยุด "เกาะหางเสื้อคลุม" ของอะไรบางอย่างที่ไม่ควรจะเกาะเสียทีครับ?</title><content type='html'>(24 กุมภาพันธ์ 2550)&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;เรียน อ.พิชญ์ ที่นับถือ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมยอมรับว่า รู้สึก annoyed ไม่น้อย ที่เห็นบทความล่าสุดของอาจารย์ ที่โพสต์ใน &lt;a href="http://www.prachatai.com/05web/th/home/page2.php?mod=mod_ptcms&amp;ContentID=7053&amp;SystemModuleKey=HilightNews&amp;System_Session_Language=Thai"&gt;ประชาไท&lt;/a&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://somsakcouppostings.blogspot.com/2007/02/blog-post_6367.html"&gt;ครั้งก่อน&lt;/a&gt; ที่ผมไม่ได้เถียงต่อเมื่ออาจารย์อภิปรายเรื่องทำไมจึงใช้ "พลังแผ่นดิน" ถึง 9 ครั้ง เพื่ออธิบาย Habermas นั้น บอกตรงๆว่า เพราะไม่อยากมีเรื่องต่อ แต่ผมยืนยัน และ ผมเชื่อว่าใครก็ตามถ้าไม่ใช่พวกโปรเจ้าสุดๆ ก็ย่อมเห็นว่า &lt;strong&gt;อาจารย์ทำพลาด ที่ใช้คำนั้นมาอธิบาย Habermas โดยที่ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับ Habermas เลยแม้แต่นิดเดียว&lt;/strong&gt; นอกจากเป็นการไม่เคารพต่อตัว เจ้าของความคิด ยังเป็นการสะท้อนให้เห็นการ "เกาะหางเสื้อคลุม" ของอะไรบางอย่างที่ไม่ควรจะเกาะเลย ไม่สอดคล้องกันเลยกับปัญญาชนที่พยายาม (อ้างว่า) ทำเพื่อประชาชน และประชาธิปไตย &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในบทความล่าสุดนี้ อาจารย์ใช้วิธีทำนองเดียวกันอีก คราวนี้ อาจจะแย่กว่าคราวก่อนด้วยซ้ำ เพราะคำว่า "พลังแผ่นดิน" แม้จะรู้ๆกันอยู่ว่าหมายถึงอะไร แต่ในบริบทของบทความ (อธิบายเรื่อง Habermas-deliberative democracy) แม้จะแย่พอแล้ว แต่ยังมีลักษณะ "ทฤษฎีนามธรรม" อยู่ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่คราวนี้ อาจารย์เขียนเรื่อง "เศรษฐกิจพอเพียง" ซึ่งเป็นเรื่องการเมืองโดยตรง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อาจารย์เริ่มจากการยอมรับ (concede) ว่า การเสนอไอเดียเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงเป็นเรื่องดี แต่วิธีการที่รณรงค์กันอยู่นั้นผิด &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ผมเห็นว่า การเสนอเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง คือตัวอย่างของการใช้อำนาจรัฐบังคับทางอุดมการณ์&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;u&gt;นี่คือการกดขี่ทางความคิดอย่างสุดๆ (นึกถึงติดคุก 15 ปี)&lt;/u&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นี่ไม่ใช่ก่ารเสนอไอเดียวธรมดา (นาย ก นาย ข เสนอว่า ......) ซึ่งทุกคนสามารถพูดได้ว่า เป็นข้อเสนอทีน่าสนใจ เป็นข้อเสนอที่ดี ไปจนถึง เป็นข้อเสนอที่ silly ที่ idiotic ที่ ridiculous ได้ เรื่องนี้ ไม่ต้องใช้ทฤษฎีอะไรก็รู้เห็นกันอยู่ อาจารย์เขียนว่า&lt;blockquote&gt;ถ้าประชาชนไม่ได้มีส่วนร่วมในการกำหนดความพอดีและความพอเพียง อย่าว่าแต่ต่างชาติจะไม่เข้าใจว่าปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงหมายความว่าอะไรเลยครับ ... ประชาชนในประเทศก็ไม่เข้าใจว่าอะไรคือความพอดีและความพอเพียงเช่นกัน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้าประชาชนไม่ได้รับการคุ้มครองในเรื่องเสรีภาพทางการเมือง เสรีภาพทางเศรษฐกิจ โอกาสทางสังคม หลักประกันความโปร่งใส และการคุ้มครองความปลอดภัย เราจะมีระบบเศรษฐกิจที่มีรากฐานจากปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงได้อย่างไร?&lt;/blockquote&gt;จะเห็นว่า 2 ประโยคนี้ ใช้ "เศรษฐกิจพอเพียง" เป็นตัวตั้ง ราวกับว่า เป็นอะไรบางอย่างที่ดี ที่ควรยอมรับอยู่แล้ว เพียงแต่ขาดเงื่อนไขที่ "ถูกต้อง" ที่จะทำให้แนวคิดนี้ปรากฏเป็นจริง ("ประชาธิปไตยคือหัวใจของเศรษฐกิจพอเพียง" คือ เรามามีประชาธิปไตยกันเถอะ จะได้มีเศรษฐกิจพอเพียง ("รัฐในแบบไหนที่จะ &lt;strong&gt;ทำให้สังคมสามารถไปสู่จุดหมายตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง&lt;/strong&gt;" ได้) &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หรือ แม้แต่ประโยคแบบนี้ "หรือเอาเข้าจริงแล้วปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง &lt;strong&gt;ที่ทำกันอยู่นั้น&lt;/strong&gt; เป็นเพียงกระบวนการประณามทุนนิยมและโลกาภิวัตน์แบบมือถือสากปากถือศีลไปเรื่อยๆ" ในบริบทของบทความ นี่เป็นเพียงการด่า รัฐบาล ไม่ใช่การวิพากษ์ &lt;strong&gt;การเสนอ&lt;/strong&gt; เศรษฐกิจพอเพียง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในบริบทของบทความ การที่อาจารย์เขียนว่า "ควร...สามารถตั้งคำถามและถกเถียงในเรื่องของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงได้" จึงหมายถึงการตั้งคำถามกับการรณรงค์ของรัฐบาลและกับบรรดานายทุนทั้งหลาย ที่นำ "แนวพระราชดำริ" หรือ "ปรัชญา" (?) ที่พระเจ้าอยู่หัวทรงเสนอ ไป "ผูดขาด"&lt;blockquote&gt;ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไม่ควรถูกผูกขาดโดยรัฐราชการและทุนนิยมที่พยายามทั้งอ้างทั้งปั้นว่าความสำเร็จขององค์กรตัวเองจากอดีตมาสู่ปัจจุบันนั้นมาจากหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงควรเป็นของประชาชนที่มีเสรีภาพในการเลือกนำไปปฏิบัติ และประยุกติใช้ พร้อมทั้งสามารถพัฒนาแนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงต่อไปได้ในอนาคตมิใช่หรือ?&lt;/blockquote&gt;&lt;strong&gt;พูดแบบง่ายๆคือ ไอ้พวก รัฐบาลกับนายทุนนี่มันแย่ง "แนวพระราชดำริ" ไป พวกเราประชาชนต้องช่วยกันแย่งคืนมา เสียเอง (เพราะอะไร? อาจารย์ไม่ได้บอก ในบริบทสังคมไทย ก็คงต้องตอบว่า เพราะเป็นแนวคิดอันยอดเยี่ยม เป็นพระมหากรุณาธิคณ ที่ทรงห่วงใยราษฎร ฯลฯ ฯลฯ ใช่ไหมครับ?)&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไม่มีตรงไหนของบทความเลย ที่อาจารย์ชี้ให้เห็น ในสิ่งที่ควรจะชี้ให้เห็นว่า ก่อนอื่น (ดังกล่าวข้างต้น) &lt;u&gt;การเสนอเศรษฐกิจพอเพียงนี้เป็นการใช้อำนาจรัฐบังคับทางอุดมการณ์ (อาจารย์ควรทราบดีว่า ผมไม่ได้กำลังพูดถึงรัฐบาลอย่างที่อาจารย์พูด)&lt;/u&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และ สอง (ซึ่งเป็นอีกด้านของเหรียญเดียวกันกับประโยคเมือ่ครู่) คือ &lt;u&gt;เงื่อนไขพื้นฐานที่สุด ของสังคมสมัยใหม่ คือ การเสนอความเห็นอะไรต่อสาธารณะ จะต้องทำบนเงื่อนไขทีว่า ความเห็นนั้น เป็นสิ่งที่สามารถวิพากษ์วิจารณ์ได้ สามารถจะที่จะ "ติดป้าย" (characterization) อะไรก็ได้ ตั้งแต่ระดับ "ยอดเยี่ยม" "ลึกซึ้ง" "น่าชื่นชมยินดี" ไปจนถึง "งี่เง่า" "เฮงซวย" "ห่วยแตก" ได้ &lt;/u&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;มิเช่นนั้น นั่นไม่ใช่การเสนอความเห็นทางสาธารณะ แต่เป็นการบังคับให้คนเชื่อ ด้วยการใช้อำนาจกดขี่เหี้ยมเกรียมของรัฐมาบังคับ &lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;u&gt;นั่นคือการ เอาปืนมาจ่อหัว แล้ว บังคับกรอกอะไรเข้าไปในปากให้กลืนเข้าไป &lt;/u&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้าอาจารย์บอกว่า ขืนเขียนอย่างที่ผมเพิ่งเสนอให้เขียนไปนี้ มีหวังไม่ได้ลงหนังสือพิมพ์แน่ๆ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ก็อย่าเขียนสิครับ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ปล.&lt;/strong&gt; ผมทราบดีว่า จารีตการเขียนแบบที่อาจารย์ทำ เป็นจารีตที่ ฝ่าย "ซ้าย" หรือ ฝ่าย "ก้าวหน้า" สมัยก่อนใช้กันอยู่บ้าง พูดอย่างตรงๆคือ การเขียนในทำนองว่า "รัฐบาล (และ / หรือ นายทุน) ไม่ได้ทำตามแนวพระราชดำริอย่างแท้จริง, อย่างถูกต้อง เป็นเพียงการทำแบบหน้าไหว้หลังหลอก ฯลฯ ฯลฯ" แต่สิ่งที่เป็น premise ของการเขียนแบบนี้ คือ "แนวพระราชดำริ" คือ royal power และสภาพของ power นั้น &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขอให้ลองศึกษากรณี หยุด แสงอุทัย ถูกกล่าวหาว่า "หมิ่น" ในปี 2499 &lt;a href="http://somsakwork.blogspot.com/2006/09/blog-post_1973.html"&gt;ที่นี่&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สิ่งที่อาจารย์หยุด เข้าใจดียิ่งคือ ประเด็นไม่ใช่อยู่ที่ข้อวิจารณ์ของพระเจ้าอยู่หัวที่ว่า "ทหารไม่ควรยุ่งการเมือง" เลย (ซึ่งคนที่มองตื้นๆ อย่างสมัยนี้ คงเห็นว่าเป็นข้อเสนอที่ดี เหมือนเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงนั่นแหละ) แต่อยู่ที่ &lt;strong&gt;การเสนอ&lt;/strong&gt; นั่นต่างหาก) &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พูดถึงเรื่องนี้แล้ว ใครก็ได้ ช่วยฝากไปบอก รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยศิลปากรที ทีวันก่อน ออกมาประนาม FTA ว่าเป็นการ &lt;strong&gt;ล่วงละเมิดพระราชอำนาจ&lt;/strong&gt; ฯลฯ ..... (ดู&lt;a href="http://www.prachatai.com/05web/th/home/page2.php?mod=mod_ptcms&amp;ContentID=7039&amp;SystemModuleKey=HilightNews&amp;SystemLanguage=Thai"&gt;ที่นี่&lt;/a&gt;)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ช่วยบอกเขาทีครับว่า &lt;strong&gt;ตื่นออกมาจากกะลาเสียทีเถอะครับ เลิกโง่ได้แล้วครับ นี่ไม่ใช่สมบูรณาญาสิทธิราชย์ครับ (หรืออยากให้เป็น?)&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;เพิ่มเติม&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;หลังจากผมโพสต์กระทู้นี้แล้ว พิชญ์ พงศ์สวัสดิ์ ได้เขียนแสดงความเห็นตอบ ดังนี้&lt;blockquote&gt;เรียนอาจารย์สมศักดิ์ และบรรดาแฟนคลับ &lt;br /&gt;ขอบคุณที่ติดตามอ่านงานของผมมาโดยตลอดนะครับ ผมคิดว่าคนที่ได้อ่านงานของผมหลังจากอ่านบทวิจารณ์ของอาจารย์คงจะได้รับอรรถรสในแบบที่อาจารย์ต้องการไม่มากก็น้อย (โดยเฉพาะลักษณะการวิจารณ์ที่ชัดเจนและจูงใจเช่นนี้) &lt;br /&gt;ผมทำได้แค่เชิญชวนให้ท่านผู้อ่านอ่านงานของผมในมุมอื่นๆบ้าง และอ่านประโยคท้ายๆบทความที่นำไปสู่เชิงอรรถที่ 5 และ 6 สักหน่อยนะครับ &lt;br /&gt;ท้ายที่สุดนี้ ผมว่าอาจารย์ควรจะเลิกเกาะหางเสื้อคลุมของผมแล้วเขียนออกมาเองบ้างก็จะดีครับ เพราะผมก็ทำได้เท่าที่ผมทำนั่นแหละครับ &lt;br /&gt;สู้เขาครับอาจารย์สมศักดิ์ : )&lt;/blockquote&gt;ผมได้ตอบกลับว่า&lt;blockquote&gt;เรียน อ.พิชญ์ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เนื่องจาก ในโพสต์ของอาจารย์ไม่ได้มีตรงไหนที่โต้แย้งกับประเด็นทีผมเสนอ ผมจึงไม่ขอเพิ่มอะไร ยกเว้นส่วนที่ อ.เสนอมา เรื่องประโยคที่นำไปสู่ เชิงอรรถที่ 5 และ 6 ซึ่งผมอ่านอีกครั้ง ก็ยังมองไม่เห็นว่า จะเป็นเปลี่ยนทิศทางใหญ่ของบทความ ตามที่ผมเสนอได้อย่างไร ยิ่งเมือดูเปรียบเทียบกับประโยคอื่นๆที่ผมยกมา เช่น เรือง "รัฐในแบบไหน &lt;strong&gt;ที่จะ ทำให้สังคมสามารถไปสู่จุดหมายตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง&lt;/strong&gt;" หรือ ตัวชื่อเรื่องเอง "ประชาธิปไตยคือหัวใจของเศรษฐกิจพอเพียง" ซึ่งในบทความของอาจารย์มีอยู่จุดหนึ่ง (ตรงทีว่านำไปสู่เชิงอรรถที่ 6) ที่เขียนว่า "ทำให้บ้านเมืองเป็นประชาธิปไตยเสียก่อน ค่อยมาว่ากันเรื่องปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงจะดีกว่าครับ" ซึ่งผมเห็นว่า อันที่จริง นี่ไม่ใช่ตรงกับหัวข้อเรื่องที่อาจารย์จั่วไว้เอง เพราะถ้าบอกว่า "ให้เป็นประชาธิปไตยก่อน ค่อยมาว่ากันเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง" จะเขียนว่า "ประชาธิปไตย &lt;u&gt;&lt;strong&gt;คือหัวใจของ &lt;/strong&gt;&lt;/u&gt;ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง" ได้อย่างไร? ห้วข้อ และ เนื่อหาส่วนใหญ่ที่สุด แปลได้อย่างที่ผมเขียนไปแล้วคือ "มาเป็นประชาธิปไตยกันเถอะ จะได้เป็นเศรษฐกิจพอเพียง " (เพราะอย่างแรก "เป็นหัวใจของ" อย่างหลัง) ไม่ต้องพูดถึงประเด็นหลักอีกประเด็นหนึ่งที่ผมวิจารณ์ว่า การเขีนยเช่นนี้ แม้ในประโยคของอาจารย์ที่เพิ่งยกมา ก็เป็นเพียงการวิจารณ์รัฐบาล ไม่ใช่วิจารณ์อะไรที่ควรวิจารณ์ in the first place &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;By the way มี "ปรัชญา" ที่ไหนในโลกครับ ที่ is backed up by a 15-years jail sentence ? &lt;br /&gt;"concession" เรื่อง "ชื่อเรียก" แค่นี้ ผมก็ว่า มากเกินไปแล้ว &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในส่วนประโยคเกี่ยวกับเรื่องผม "เกาะหางเสื้อคลุม" อาจารย์อะไรนั่น ผมไม่ amused แต่จะบอกอย่างจริงๆจังๆ สำหรับคนอื่น - เพราะผมว่า ระดับ อาจารย์ย่อมควรจะทราบดี - ว่า การเขียนโดยการวิจารณ์สิ่งที่ผู้อื่นเขียน เป็น mode ของการเขียนที่ชอบธรรมอย่างหนึ่ง และความจริง มีคนจำนวนมาก ที่ใช้ mode การเขียนนี้เป็นรูปแบบหลัก (ผมจำเป็นต้องอ้างตัวอย่างเร็วๆนี้ ที่รู้จักกันดีอย่าง Derrida ไหมว่า (ซึ่งเป็นประเด็นที่มีคนพูดกันเยอะคือ) งานของ Derrida นั้น consists entirely of reading of what other people write? คือเป็นงานที่ "อ่าน" งานของคนอื่นทั้งหมด ไม่ได้เริ่มงานเขียนเองเลย อันที่จริง ผมเองไม่ได้ใช้ mode นี้อย่างเดียวในการเขียนแต่อย่างใด) &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สุดท้าย ที่อาจารย์ "ออกตัว" ว่า "ผมก็ทำได้ เท่าที่ผมทำนั่นแหละครับ" ผมจะถือแบบ face value ว่า นี่ไม่ใช่การประชดเสียดสี หรืออะไร และจะขอเสนอแบบตรงๆ เลยว่า &lt;strong&gt;ถ้า "ทำได้แค่นี้" จริง อย่าทำดีกว่า&lt;/strong&gt; เรื่องนี้ ผมมีความเห็นมาโดยตลอดว่า &lt;u&gt;เรื่องบางเรื่องนั้น ถ้าเขียนแบบวิพากษ์ ไม่ได้ ไม่เป็น ก็ อย่าเขียนดีกว่า เพราะถ้าเขียน เช่น ที่อาจารย์ (หรือตัวอย่างที่แย่กว่า คือกรณีชัยวัฒน์ สถาอานันท์ ในบทความเดือน พฤศจิกายน 2548) มีแต่ไปเสริมอะไรบางอย่างที่ไม่ควรจะเสริม&lt;/u&gt; &lt;/blockquote&gt;(มีผู้อื่นมาเขียนวิจารณ์ผม และผมได้ตอบไปด้วย ดูได้&lt;a href="http://www.sameskybooks.org/webboard/show.php?Category=sameskybooks&amp;No=2343&amp;page=1"&gt;ที่นี่&lt;/a&gt;)&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;/p&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2752561975561296815-6230938013598217481?l=somsakcouppostings.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2752561975561296815/posts/default/6230938013598217481'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2752561975561296815/posts/default/6230938013598217481'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://somsakcouppostings.blogspot.com/2007/07/blog-post_21.html' title='บันทึก &quot;เปิดผนึก&quot; ถึง พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ ว่าด้วยเศรษฐกิจพอเพียง : เมื่อไรจะหยุด &quot;เกาะหางเสื้อคลุม&quot; ของอะไรบางอย่างที่ไม่ควรจะเกาะเสียทีครับ?'/><author><name>somsak jeamteerasakul</name><uri>http://www.blogger.com/profile/14268134662317735521</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='28' height='32' src='http://2.bp.blogspot.com/_gl9__ug11T0/SMKGqP-9vAI/AAAAAAAAADw/DGuuiEFmCxs/S220/somsak.jpg'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2752561975561296815.post-1825680430713031710</id><published>2007-07-20T18:14:00.000-07:00</published><updated>2007-07-20T19:44:07.984-07:00</updated><title type='text'>ความเป็นมาของไอเดีย "ราชประชาสมาสัย"</title><content type='html'>(12 กุมภาพันธ์ 2550)&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;ถ้าจำไม่ผิด หลัง 17 พฤษภา ไม่นาน เกษียร เคยเขียนบทความใน &lt;strong&gt;ผู้จัดการ&lt;/strong&gt; อธิบายแนวคิด "ราชประชาสมาสัย" บทความเกษียรน่าจะรวมอยู่ในหนังสือรวมบทความเล่มใดเล่มหนึ่งของเขา เข้าใจว่า เกษียรแปลคำว่า "ราชประชาสมาสัย" เป็นภาษาอังกฤษไว้ด้วย &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้าเข้าใจไม่ผิด คำว่า "ราชประชาสมาสัย" มาจาก ราช + ประชา + สม + อาสัย แปลว่า ราชากับประชาชนพึ่งพิงซึ่งกันและกัน ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ต้นตำรับไอเดียนี้ในสมัยใหม่มาจากบทความชัยอนันต์ ที่ตีพิมพ์ใน &lt;strong&gt;สยามรัฐ&lt;/strong&gt; รายวัน 13 ธันวาคม 2516 ความจริง ชัยอนันต์เขียนเรื่องนี้ ไม่ใช่เพื่อสนับสนุน "สภาสนามม้า" ที่กำลังตั้ง (10 ธันวาคม 2516) โดยตรง แต่เขาเขียนในฐานะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (ซึ่งตั้งก่อน "สภาสนามม้า") ชัยอนันต์กล่าวถึง การที่ พระมหากษัตริย์กลายเป็นความหวังของประชาชนหลังจากการปกครองของรัฐบาลที่ขาดความชอบธรรมเป็นเวลานาน แล้วกล่าวว่า มีคนเสนอมาที่กรรมการ่างรัฐธรรมนูญว่า ให้กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ ให้อำนาจเด็ดขาดแก่พระมหากษัตริย์ในการเลือกและแต่งตั้งวุฒิสมาชิก เพื่อเป็นการคานอำนาจของ ส.ส.ที่จะมาจากการเลือกตั้ง แต่ก็มีคนค้านว่า ข้อเสนอดังกล่าว "อาจเป็นการนำพระมหากษัตริย์ลงมาเกี่ยวข้องกับการเมือง ซึ่งเป็นการไม่บังควรอย่างยิ่ง เนื่องจากพระองค์ท่านทรงอยู่เหนือการเมือง" แล้วชัยอนันต์ ก็เขียนตามทันที ในย่อหน้าสำคัญต่อไปนี้ (เน้นคำของผม)&lt;blockquote&gt;ความคิดทั้งสองประการนี้ ก่อให้เกิดแนวทางใหม่ซึ่งเป็นทางสายกลาง เราอาจเรียกวิธีการหรือระบบใหม่นี้ว่า ราชประชาสมาสัย กล่าวคือ &lt;u&gt;พระมหากษัตริย์ และ ประชาชน ร่วมกันปกครองประเทศ &lt;/u&gt;โดยมีรากฐานแห่งความชอบธรรมจากปวงชนผ่านทางสภาผู้แทนราษฎร&lt;/blockquote&gt;หลังจากนั้น ชัยอนันต์ได้เสนอวิธีการได้มาของวุฒิสมาชิก จากหลักการ "ราชประชาสมาสัย" ที่ว่านี้ในย่อหน้าถัดไป สรุปคือ ให้ องคมนตรี "ซึ่งมีความเป็นกลางทางการเมือง และเป็นผู้ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงไว้วางพระราชหฤทัย" เสนอรายชื่อ "บุคคลจากอาชีพต่างๆ ที่มีคุณธรรม ความสามารถ" โดยเสนอให้มากจำนวนกว่าจำนวนสมาชิกวุฒิสมาชิกจริง เช่น 3 เท่า (ตัวอย่าง ถ้าวุฒิสมาชิกมี 100 คน ให้เสนอ 300 รายชื่อ) แล้วให้ สภาผู้แทนราษฎร (ทีมาจากการเลือกตั้ง) เลือกให้เหลือจำนวนที่กำหนดไว้ (100 คนตามตัวอย่าง) แล้วประธานสภา เป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลังจากนั้น ชัยอนันต์ ได้สรุป ข้อดีของข้อเสนของเขา (การได้มาของวุฒิสมาชิก) เป็น 4 ข้อ แล้วสรุป (ย่อหน้าสุดท้ายของบทความ) ว่า&lt;blockquote&gt;ราชประชาสมาสัยเป็นทางสายกลาง เป็นแนวทางใหม่สำหรับระบบการเมืองไทย ซึ่งเหมาะสมสอดคล้องกับสภาพการทางการเมืองและสังคมไทย&lt;/blockquote&gt;เนื่องจากบทความของชัยอนันต์ตีพิมพ์พอดีกับการตั้ง "สภาสนามม้า" ทำให้มีการนำคำนี้ไปใช้อธิบาย "สภาสนามม้า" ด้วย แต่ถ้าอ่าน text ของชัยอนันต์ดีๆ จะเห็นว่า ข้อเสนอของชัยอนันต์ ยังวางอยู่บนพื้นฐาน ที่ให้ ส.ส. ที่มาจากการเลือกตั้ง เป็นผู้เลือก วุฒิสมาชิก ที่ องคมนตรี เสนอรายชื่อมา ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับการมี ส.ส.แต่งตั้งทั้งหมดของ "สภาสนามม้า"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;(รายละเอียดข้อมูลเหล่านี้ จะอยู่ในบทความเรื่อง "&lt;a href="http://somsakwork.blogspot.com/2006/09/blog-post_5237.html"&gt;สมัชชาแห่งชาติ 2516 หรือ วิธีทำรัฐประหารโดยไม่ให้คนรู้ตัว&lt;/a&gt;" ของผม ซึ่งยังไม่เสร็จเรียบร้อย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส่วนคำว่า "เอนกนิกรสโมสรสมมุติ" แปลว่า บรรดาพลเมืองทั้งปวงมารวมกันแล้วตั้งกษัตริย์ ผู้เสนอเรื่องนี้ อ้างว่า กษัตริย์ของไทย เป็น เอนกนิกรฯ คือ พลเมืองพร้อมใจยอมรับให้กษัตริย์มีพระราชอำนาจปกครองเหนือพลเมืองเอง (คือเป็น "ประชาธิปไตย" อย่างหนึ่ง)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/_gl9__ug11T0/RqFslSzXzxI/AAAAAAAAABM/lwDuT-tHw2c/s1600-h/Chaianan_ratchaprachasamasai1.jpg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;" src="http://4.bp.blogspot.com/_gl9__ug11T0/RqFslSzXzxI/AAAAAAAAABM/lwDuT-tHw2c/s400/Chaianan_ratchaprachasamasai1.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5089468441863638802" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ราชประชาสมาสัย &lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;ชัยอนันต์ สมุทวณิช &lt;br /&gt;(&lt;strong&gt;สยามรัฐ&lt;/strong&gt; วันที่ ๑๓ ธันวาคม ๒๕๑๖ เน้นคำ ตัวหนาและตัวเอน ตามต้นฉบับ ผมแก้การพิมพ์ผิดบางแห่งให้) &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;การที่ระบบการเมืองไทยขาดรัฐบาลที่มีความชอบธรรมมานานเป็นสาเหตุให้มีผู้พยายามเสนอวิธีการใหม่ๆหลายอย่างที่จะสร้างเสริมฐานะของรัฐบาล ให้รับผิดชอบต่อปวงชนโดยสมบูรณ์ เช่น การเลือกนายกรัฐมนตรีโดยตรงเป็นต้น ความระส่ำระสายในวงการเมือง ความไม่มั่นคงของพรรคการเมือง ความไม่รับผิดชอบของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร การแผ่อำนาจเกินขอบเขตของผู้บริหารและระบบราชการ ล้วนแต่มีส่วนทำให้ประชาชนขาดศรัทธาในการเมืองเป็นส่วนรวม อาจกล่าวได้ว่า สถาบันทางการเมืองในปัจจุบันไม่อาจทำหน้าที่ในฐานะตัวแทนของประชาชนที่จะเชื่อมโยงและสะท้อนถึงผลประโยชน์ของประชาชนได้ &lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การเมืองนั้นเกี่ยวข้องโดยตรงต่อชีวิตของประชาชนในชาติ แต่วงการเมืองไทยเท่าที่ผ่านมาได้ถูกจำกัดให้เป็นเวทีที่บุคคลและกลุ่มบุคคลเพียงจำนวนน้อยผลัดเปลี่ยนกันแย่งชิงอำนาจ และฉกผลประโยชน์ของประชาชนตลอดมา ประชาชนส่วนใหญ่ถูกกีดกันให้อยู่นอกวงการเมือง ๔๐ กว่าปี ที่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองมา ประชาชนมีสิทธิเลือกตั้งไม่กี่ครั้ง แต่ละครั้ง จบลงด้วยการยึดอำนาจของทหารตามอำเภอใจ ผู้แทนราษฎรที่ประชาชนฝากชีวิตไว้ทำความผิดหวังให้ผู้เลือก พรรคการเมืองเป็นแต่เพียงการรวมกลุ่มกันตามแบบพิธีการของบุคคลผู้มีอำนาจเพียงไม่กี่คน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผลที่ตามมาจากสภาพการเหล่านี้ได้แก่ ความท้อแท้ สิ้นหวัง สิ้นศรัทธาในระบบการปกครองที่เรียกว่า ประชาธิปไตย ประชาชนเริ่มถามตัวเองว่าเราได้เปลี่ยนสภาพมาเป็นผู้มีศักดิ์ มีสิทธิ์ และเสรีภาพโดยสมบูรณ์จริงหรือไม่ ในขณะที่สถาบันการเมืองแบบใหม่เสื่อมลงเป็นลำดับ สถาบันดั้งเดิมที่ถูกล้มล้างอำนาจอันเด็ดขาดไปได้พยายามปรับปรุงบทบาทให้เหมาะสมกับสภาพการที่เปลี่ยนไปทีละน้อยๆ ในขณะที่ศรัทธาของประชาชนในรัฐสภา พรรคการเมือง รัฐบาล และระบบราชการลดน้อยถอยลง พลังของประชาชน ความหวังใหม่ได้มุ่งไปสู่สถาบันเก่าแก่ที่มีอยู่ในสังคมไทยมาเป็นเวลาช้านาน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สถาบันกษัตริย์กลายเป็นทางเลือกของบุคคลจำนวนมาก ประชาชนทุกระดับเริ่มเรียกร้องให้พระมหากษัตริย์มีบทบาททางการเมืองยิ่งขึ้น ในเวลาที่รัฐบาลห่างเหินประชาชน พระมหากษัตริย์กับราษฎรมีความใกล้ชิดกันยิ่งขึ้นทุกขณะ แม้ว่าเสียงเรียกร้องจะมีมากมายที่จะให้พระมหากษัตริย์ทรงมีพระราชอำนาจเพิ่มขึ้นก็ตาม การเข้ารับเป็นฉนวนปกป้องราษฎรจากการขยายอำนาจเกินขอบเขตของรัฐบาล ทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์สามารถเป็นพลังการเมืองที่มีอิทธิพลอย่างแท้จริง มาเป็นเวลาไม่น้อยกว่า ๑๐ ปีที่ผ่านมา &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตุลาคม ๒๕๑๖ เป็นจุดสุดยอดของการสั่งสมบารมีดังกล่าว และการเข้ารับภารกิจในการนำประเทศโดยตรง ด้วยการทรงเลือกและแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีด้วยพระองค์เองเป็นครั้งแรก จึงเป็นที่แซ่ซ้องสรรเสริญจากประชาชนโดยทั่วไป &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โดยเหตุที่ประชาชนขาดศรัทธาในสถาบันทางการเมืองอื่นๆ ความหวังของประชาชนจึงมุ่งตรงมาที่สถาบันพระมหากษัตริย์แต่เพียงแห่งเดียว ด้วยความปรารถนาที่จะมอบพระราชอำนาจที่มีต่อระบบการเมืองมากขึ้น หลายคนมีความเห็นว่า สถาบันพระมหากษัตริย์จะช่วยให้การเมืองไทยในอนาคตดีกว่าที่เป็นอยู่ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประชาชนจำนวนมากแสดงความเห็นมายังคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญว่า รัฐธรรมนูญควรให้พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งสมาชิกวุฒิสภาทั้งหมดตามพระราชอัธยาศัย เพราะไม่ไว้วางใจรัฐบาล และพรรคการเมือง ถ้าจะให้สภาสูงเป็นกลางทางการเมือง เป็นสภาแห่งเหตุผลและช่วยประคับประคองสภาผู้แทนราษฎรอย่างมีประสิทธิภาพแล้ว ควรให้พระมหากษัตริย์ทรงมีพระราชอำนาจเด็ดขาดในการเลือกและแต่งตั้งสมาชิกแห่งสภานั้น ในทำนองเดียวกัน ก็มีผู้แสดงความห่วงใยด้วยความจงรักภักดีอย่างแท้จริงที่ว่าความคิดดังกล่าว หากนำมาปฏิบัติแล้วอาจเป็นการนำพระมหากษัตริย์ลงมาเกี่ยวข้องกับการเมือง ซึ่งเป็นการไม่บังควรอย่างยิ่ง เนื่องจากพระองค์ท่านทรงอยู่เหนือการเมือง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความคิดทั้งสองประการนี้ ก่อให้เกิดแนวทางใหม่ซึ่งเป็นทางสายกลาง เราอาจเรียกวิธีการหรือระบบใหม่นี้ว่า ราชประชาสมาสัย กล่าวคือ พระมหากษัตริย์ และ ประชาชน ร่วมกันปกครองประเทศ โดยมีรากฐานแห่งความชอบธรรมจากปวงชนผ่านทางสภาผู้แทนราษฎร &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ระบบใหม่นี้ใช้เฉพาะวุฒิสภา โดยคณะองคมนตรีซึ่งมีความเป็นกลางทางการเมือง และเป็นผู้ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงไว้วางพระราชหฤทัย จะเป็นผู้เลือกสรรบุคคลจากอาชีพต่างๆ ที่มีคุณธรรม ความสามารถจำนวนหนึ่ง และเสนอรายชื่อบุคคลเหล่านี้ให้สภาผู้แทนราษฎรเลือกอีกชั้นหนึ่ง จำนวนบุคคลที่องคมนตรีเสนอไปนี้จะมีมากกว่าที่จะต้องได้รับเลือก อาจเป็น ๓ เท่า (วุฒิสภามีจำนวน ๑๐๐ คน คณะองคมนตรีจะเสนอชื่อไป ๓๐๐ ชื่อ) เมื่อสภาผู้แทนฯเลือกแล้ว ประธานสภาจะเป็นผู้ลงนามสนองพระบรมราชโองการในการแต่งตั้งสมาชิกวุฒิสภาต่อไป &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;em&gt;วิธีการเช่นนี้มีผลดีหลายประการ และจะทำให้วุฒิสภามีคุณสมบัติตามที่ประชาชนต้องการ คือ&lt;/em&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;๑. วุฒิสภาจะประกอบด้วยบุคคลจากอาชีพต่างๆที่มีคุณธรรม ความสามารถ และไม่ฝักใฝ่กับพรรคการเมืองหนึ่งพรรคการเมืองใดโดยเฉพาะ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;๒. เปิดโอกาสให้บุคคลจากกลุ่มอาชีพที่เสียเปรียบในสังคมแต่เป็นชนกลุ่มใหญ่ที่มีความสำคัญ เช่น ชาวนา ได้มีโอกาสเข้าไปอยู่ในรัฐสภา &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;๓. การที่คณะองคมนตรี เสนอรายชื่อให้สภาผู้แทนราษฎรเลือก เท่ากับทำให้วุฒิสภาได้รับอาณัติจากปวงชนโดยทางอ้อม และก่อให้เกิดความชอบธรรมในการปฏิบัติงาน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;๔. การที่คณะองคมนตรีซึ่งเป็นผู้แทนของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็นผู้เลือกวุฒิสมาชิก จะทำให้ผู้ได้รับเลือกระลึกอยู่เสมอว่า จะต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ และมุ่งให้เกิดความบริสุทธิ์ยุติธรรมต่อประชาชนอย่างแท้จริง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ราชประชาสมาสัยเป็นทางสายกลาง เป็นแนวทางใหม่สำหรับระบบการเมืองไทย ซึ่งเหมาะสมสอดคล้องกับสภาพการทางการเมืองและสังคมไทย&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;/p&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2752561975561296815-1825680430713031710?l=somsakcouppostings.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2752561975561296815/posts/default/1825680430713031710'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2752561975561296815/posts/default/1825680430713031710'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://somsakcouppostings.blogspot.com/2007/07/blog-post.html' title='ความเป็นมาของไอเดีย &quot;ราชประชาสมาสัย&quot;'/><author><name>somsak jeamteerasakul</name><uri>http://www.blogger.com/profile/14268134662317735521</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='28' height='32' src='http://2.bp.blogspot.com/_gl9__ug11T0/SMKGqP-9vAI/AAAAAAAAADw/DGuuiEFmCxs/S220/somsak.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://4.bp.blogspot.com/_gl9__ug11T0/RqFslSzXzxI/AAAAAAAAABM/lwDuT-tHw2c/s72-c/Chaianan_ratchaprachasamasai1.jpg' height='72' width='72'/></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2752561975561296815.post-3163554064039770844</id><published>2007-02-02T21:17:00.000-08:00</published><updated>2007-02-02T21:32:50.547-08:00</updated><title type='text'>จอน, ใจ และ กลุ่ม "เวที" กำลัง "โหนดาบปลายปืน" คณะรัฐประหาร</title><content type='html'>(2 กุมภาพันธ์ 2550)&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;ต่อเนื่องจาก &lt;a href="http://somsakcouppostings.blogspot.com/2007/02/blog-post_9257.html"&gt;กระทู้นี้&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;จอน, ใจ, FTA Watch มูลนิธิกระจกเงา และ อื่นๆ ที่รวมกันเป็น "เวทีประชาชนเพื่อประชาธิปไตย" กำลังอาศัยดาบปลายปืนของคณะรัฐประหาร เพื่อผลักดันความเห็นของพวกตนเอง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;(ดูรายงานการแถลงข่าวของกลุ่ม "เวที" ที่ &lt;a href="http://www.prachatai.com/05web/th/home/page2.php?mod=mod_ptcms&amp;ContentID=6800&amp;SystemModuleKey=HilightNews&amp;System_Session_Language=Thai"&gt;&lt;strong&gt;ประชาไท&lt;/strong&gt;&lt;/a&gt;)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไม่ว่าพวกเขาจะคิดว่า ตัวเองกำลังทำเพื่อ "ประชาธิปไตย" และ "ประชาชน" เพียงใด (นี่คือ มายาคติใหญ่ ฺBig Self-Delusion ที่ปัญญาชนแอ๊กติวิสต์ แชร์ร่วมกัน และมักจะอ้างเสมอๆในหลายปีที่ผ่านมา) แต่สิ่งที่พวกเขากำลังทำ ในทางปฏิบัติคือ การอาศัยดาบปลายปืนของคณะรัฐประหาร ล้มรัฐธรรมนูญเก่าและรัฐบาลเก่าที่ได้รับการเลือกตั้งมาโดยชอบธรรมลงไปก่อน แล้วผลักดันสิ่งที่เป็นทัศนะของกลุ่มตัวเอง... โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อมองจากความจริงทีว่า ส่วนใหญ่ของพวกเขา ไม่เคยใช้พลังงานของตนกับการประนามคัดค้านการรัฐประหาร หรือ ในขณะนี้เอง ก็ไม่ได้มีท่าทีอย่างเด็ดขาดในการประนามรัฐประหารต่อสาธารณะ... &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วิธีการ "โหน" หรือ "ฉวยโอกาส" ทางการเมือง ในลักษณะนี้ ออกจะชวนให้รู้สึกผะอืดผะอมในปากชอบกล... &lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;/p&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2752561975561296815-3163554064039770844?l=somsakcouppostings.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2752561975561296815/posts/default/3163554064039770844'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2752561975561296815/posts/default/3163554064039770844'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://somsakcouppostings.blogspot.com/2007/02/blog-post_2880.html' title='จอน, ใจ และ กลุ่ม &quot;เวที&quot; กำลัง &quot;โหนดาบปลายปืน&quot; คณะรัฐประหาร'/><author><name>somsak jeamteerasakul</name><uri>http://www.blogger.com/profile/14268134662317735521</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='28' height='32' src='http://2.bp.blogspot.com/_gl9__ug11T0/SMKGqP-9vAI/AAAAAAAAADw/DGuuiEFmCxs/S220/somsak.jpg'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2752561975561296815.post-1002879546888127166</id><published>2007-02-02T21:13:00.000-08:00</published><updated>2007-02-02T21:40:20.390-08:00</updated><title type='text'>ข้อสงสัยถึง ใจ อึ๊งภากรณ์ และ "พรรคแนวร่วมภาคประชาชน"</title><content type='html'>(1 กุมภาพันธ์ 2550)&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;ผมหวังว่าจะสามารถเขียนถึงสถานการณ์ของกลุ่มต่างๆที่ประกาศ "ไม่เห็นด้วย" กับการรัฐประหาร ในเร็วๆนี้ หลังจากได้สังเกตการณ์ฟังการชุมนุมปราศรัยของกลุ่มต่างๆ (และการแสดงท่าทีทางสื่ออื่นๆ) ตลอด 3-4 เดือนที่ผ่านมา (ไม่ค่อยมีเวลาจริงๆช่วงนี้ ขออภัย) โดยเฉพาะทีน่าสนใจ (ในความรู้สึกของผม) คือ สถานการณ์ที่ดูเหมือนว่า เฉพาะกล่มที่จัดชุมนุมสาธารณะ ขณะนี้ กลุ่ม "พิราบขาว" ซึ่งประกาศ "จับมือ" อย่างเป็นทางการ กับกลุ่ม "คนวันเสาร์" จะเริ่มมีความ "แข้มแข็ง" กว่ากลุ่ม "เครือข่าย 19 กันยา" (ซึ่งดูคล้ายจะเป็นกลุ่มที่ได้รับการสนับสนุนมากกว่าในตอนแรก) ... แต่เฉพาะหน้า เท่าที่มีเวลาเล็กน้อย ผมอยากตั้งคำถามบางอย่างถึงกลุ่ม "พรรคแนวร่วมภาคประชาชน" และ ใจ อึ๊งภากรณ์ เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวล่าสุด ของกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า "เวทีประชาธิปไตยประชาชน" (เว็บไซต์ "&lt;a href="http://www.thaipood.com"&gt;&lt;strong&gt;ไทยพูด&lt;/strong&gt;&lt;/a&gt;") ซึ่งเตรียมจัดกิจกรรมร่างรัฐธรรมนูญ "ฉบับทางเลือกของประชาชน" โดยมี ใจและ "พรรคแนวร่วมภาคประชาชน" ของเขา เข้าร่วมด้วย (ดูรายชื่อจากเว็บไซต์) &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ข้อสงสัยคือ ในเมื่อใจ และ "พรรคแนวร่วมภาคประชาชน" ได้ประกาศตัวในระยะแรกหลังรัฐประหาร ประณามคัดค้านการรัฐประหารอย่างเด็ดขาดไม่มีเงื่อนไข เหตุไฉน จึงเข้าร่วมกิจกรรมกับ "เวที" ดังกล่าว ซึ่งส่วนใหญ่ประกอบด้วย แอ๊กติวิสต์ที่แม้โดย "ทางการ" จะแสดงความ "ไม่เห็นด้วย" กับการรัฐประหาร แต่ในทางเป็นจริง ทั้งการพูด การเขียน และการปฏิบัติ ล้วนแต่ออกมาในลักษณะที่ "เข้าใจ" หรือ ยอมรับความชอบธรรม ของรัฐประหาร อย่างชัดเจน ("ไม่มีทางเลือก", "ต้องคิดถึงว่าทักษิณเลวร้ายมาก รัฐประหารจึงไม่ถึงกับแย่ไปหมด เพราะกำจัดทักษิณ" ฯลฯ) ไม่เพียงแต่ตัว จอน อึ๊งภากรณ์ ที่เป็นผู้ประสานงานของ "เวที" เท่านั้น แต่ตัวอย่างที่เด่นชัดคือ ผู้ที่เรียกตัวว่า "ครป." ซึ่งก็คือ สุริยใส กตะศิลา หรือกลุ่มอื่นๆอีกหลายกลุ่ม &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ใจ และ "พรรคแนวร่วมภาคประชาชน" จะอธิบาย จังหวะก้าวนี้อย่างไร? &lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;/p&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2752561975561296815-1002879546888127166?l=somsakcouppostings.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2752561975561296815/posts/default/1002879546888127166'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2752561975561296815/posts/default/1002879546888127166'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://somsakcouppostings.blogspot.com/2007/02/blog-post_9257.html' title='ข้อสงสัยถึง ใจ อึ๊งภากรณ์ และ &quot;พรรคแนวร่วมภาคประชาชน&quot;'/><author><name>somsak jeamteerasakul</name><uri>http://www.blogger.com/profile/14268134662317735521</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='28' height='32' src='http://2.bp.blogspot.com/_gl9__ug11T0/SMKGqP-9vAI/AAAAAAAAADw/DGuuiEFmCxs/S220/somsak.jpg'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2752561975561296815.post-2809629003029402936</id><published>2007-02-02T18:20:00.000-08:00</published><updated>2007-02-02T18:50:10.974-08:00</updated><title type='text'>สืบเนื่องจากฟ้าเดียวกันฉบับรัฐประหาร : ธงชัย กับ "2 ไม่เอา" และการคิดเชิงยุทธวิธี</title><content type='html'>(21 มกราคม 2550)&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;ในหน้า 36 เชิงอรรถที่ 3 ธงชัย เขียนว่า (การเน้นคำของผม):&lt;blockquote&gt;&lt;strong&gt;ในทุกระบอบประชาธิปไตย การเรียกร้องให้ผู้นำลาออกเป็นสิ่งทำได้เป็นปรกติ&lt;/strong&gt; ตราบเท่าที่ใช้วิธีการตามระบบและกฎหมายโดยไม่มีการใช้อำนาจเถื่อนนอกระบบ ในระหว่างนั้นรัฐบาลที่ชนะการเลือกตั้งย่อมมีความชอบธรรมตามกฎหมาย นี่คือความหมายของการ ‘ไม่เอาทักษิณ’ ในทัศนะของผู้เขียน มิได้หมายถึงไม่เอาระบอบประชาธิปไตยแต่อย่างใด ความเห็นที่ว่าการ ‘ไม่เอาทักษิณ’ เป็นการเมืองไร้เดียงสา หรือเป็น ‘รอยัลลิสต์ง แบบ ‘ฉวยโอกาส’ เพราะเป็นการช่วยพวกรอยัลลิสต์ทางอ้อมและปูทางแก่การรัฐประหารนั้น (ดูข้อถกเถียงเรื่องใน สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล, “ปัญญาชน 14 ตุลา พันธมิตร และแอ๊กติวิสต์ ‘2 ไม่เอา’,” หน้า 382-430) ผู้เขียนเห็นว่าเป็นการใช้ตรรกะและทัศนะตีขลุมแบบเดียวกันกับพวกที่เห็นว่าคนที่ต่อต้านพันธมิตรฯ และต่อต้านรัฐประหารในเวลาต่อมาเป็นพวกทักษิณและฉวยโอกาสเพราะเป็นการหนุนทักษิณทางอ้อมและปูทางแก่การกลับมาของทักษิณ การ ‘ไม่เอาทักษิณ’ ไม่ใช่เป็นการไร้เดียงสาหรือฉวยโอกาสเลย แต่&lt;strong&gt; เพราะปฏิเสธที่จะเล่นการเมืองเป็นแค่เกมแบบนั้นไม่ว่าในแง่หลักคิดหรือ timing ในช่วงวิกฤตการณ์&lt;/strong&gt; น่าคิดด้วยว่าทั้งสองฟากต่างหากที่เป็นการเมืองแบบ ‘ฉวยโอกาส’ ตัวจริง&lt;/blockquote&gt;เมื่อผมอ่านข้อความนี้ครั้งแรก ปฏิกิริยาผมคือ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"อ้าว! นึกว่างานธงชัยที่เขียนอยู่นี่ ก็เพื่อจะแสดงให้เห็นว่าระบอบการเมืองประเทศไทย &lt;strong&gt;ไม่ใช่ประชาธิปไตย&lt;/strong&gt; เสียอีก แล้วไหงดันมาอ้างว่า ในระบอบประชาธิปไตย การเสนอให้ผู้นำออกจากตำแหน่ง “เป็นสิ่งที่ทำได้เป็นปรกติ”?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โอเค ยังงั้นก็ได้ &lt;strong&gt;ทำไมธงชัยไม่ทำอย่างปรกติในระบอบประชาธิปไตย บอกหน่อยว่า ใครบ้างที่เขาอยาก "ไม่เอา"?&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ระบุชื่อออกมาให้หมดเลยนะตอนนี้&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทำไม่ได้ใช่ไหมล่ะ?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไม่ว่าธงชัยหรือผมหรือใครก็ไม่กล้า (หรือไม่บ้า) พอจะระบุชื่อ "ไม่เอา" คนที่เราอยากจะ "ไม่เอา" แบบเดียวกับที่ระบุชื่อทักษิณหรอก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;(&lt;strong&gt;footnote:&lt;/strong&gt; อันนี้ น่าสังเกตว่า แม้แต่คำขวัญ "ไม่เอาทักษิณ ไม่เอานายกฯพระราชทาน" นี่ก็มีส่วนของการ "ซ่อนเร้น" บางอย่างเหมือนกัน ใช่ คนจำนวนหนึ่ง "ไม่เอานายกฯพระราชทาน" เท่านั้น แต่คนอีกไม่น้อย - ธงชัยหรือผมเองเป็นต้น - ถ้าทำได้ คงระบุชื่อคนอื่นลงไปด้วยแล้ว)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การไม่ยอมระบุออกมาตรงๆตอนนี้ว่า ใครบ้างที่คุณอยากจะ "ไม่เอา" นี่ไม่ใช่การคิดในเชิง "timing" หรือในเชิงยุทธวิธีของธงชัยหรือ? อย่ามาทำเป็นดัดจริตว่าตัวเองคิดกว้างและยาวกว่าคนอื่น คนอื่นคิดเพียงแค่สั้นๆหรือตื้นๆหน่อยเลยครับ ไม่มีใคร โดยเฉพาะในกรณีประเทศไทย ที่ไม่ใช่ประเทศเสรีประชาธิปไตย เวลาผลิต political discourse จะสามารถยืนยันเรื่องสิทธิ “ปรกติ” ตาม "หลักการ" ระบอบประชาธิปไตยได้จริงๆหรอก &lt;strong&gt;เราต้องคิดในเชิงเวลาโอกาส และยุทธวิธีทั้งนั้นแหละ&lt;/strong&gt; (และนีคือประเด็นทั้งหมดของการต่อสู้ในหลายสิบปีนี้แหละ คือทำให้ประเทศไทยเป็นเสรีประชาธิปไตยจริงๆ ที่ทุกคนสามารถคิดและพูด-เขียนสิ่งที่ตัวเองคิดออกมาได้จริงๆ&lt;strong&gt;อย่างเสรี&lt;/strong&gt; - ไอเดียเรื่อง freedom of thought and conscience, freedom of expression)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ประโยคตอนท้ายที่กล่าวหาว่าผมคิดสั้นๆแบบเชิงยุทธวิธี (“เล่นการเมืองเป็นแค่เกม”) นั้น แท้ที่จริง จึงเป็นการปกปิดหรือปฏิเสธความจริง ของความผิดพลาดของการคิดเชิงยุทธวิธีของธงชัยเอง&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปีที่แล้ว สนธิ ลิ้มทองกุลฉวยโอกาสความไม่พอใจกระทันหันของประชาชนเรื่องการขายหุ้นชินคอร์ปโดยไม่ต้องเสียภาษีของทักษิณ ปลุกการเคลื่อนไหวมวลชนเพื่อโค่นทักษิณที่ตัวเขามี agenda ของตัวเองมานานแล้ว ภายใต้การ "ชุธงเหลือง" อย่างขนาดใหญ่ ธงชัยคัดค้านการชูธงเหลือง คัดค้าน discourse เรื่อง "ขายชาติ" (ให้สิงคโปร์) ของสนธิ-พันธมิตร ไม่เห็นด้วยกับการเน้นเรื่องเงินเรื่องคอร์รัปชั่น .. แต่กระนั้น ธงชัยกลับสนับสนุนให้ถือโอกาสที่สนธิปลุกมวลชนขึ้นมาได้นั้น ร่วมการโค่นทักษิณด้วย แม้จะเสนอให้รณรงค์คนละอย่าง เช่น ล่ารายชื่อ ฟ้องศาล และ NO VOTE (การเคลื่อนไหวเรื่องนี้ของนักศึกษาเป็นผลสะเทือนมาจากข้อเสนอนี้ไม่น้อย) นี่ไม่ใช่การคิดในเชิงยุทธวิธี ในเชิง timing หรือ? นี่แหละคือประเด็นข้อวิจารณ์ของผมเรื่องการ "ฉวยโอากส" แหละ (ถ้าพูดตามภาษาวัยรุ่นที่ชอบใช้กันคือ "โหนกระแส") ผมวิจารณ์ตั้งแต่ตอนนั้นว่า การตัดสินใจ "ฉวยโอกาส" หรือ "โหนกระแส" เช่นนี้เป็นสิ่งที่ผิด ธงชัยและหลายคนก็ยังยืนกรานว่า จะต้องเข้าร่วม โดยชูคำขวัญประเภท "2 ไม่เอา" ดังที่รู้กัน ในความเห็นของผม นี่เป็นความ arrogance หรือหลงตัวเองอย่างหนักของคนเหล่านี้ คือทั้งๆที่ตัวเองไม่มี candidate ของตัวเอง ในที่สุดก็เพียงแต่เป็นการไปช่วยหนุนกระแสโค่นทักษิณ ปูทางให้กับการรัฐประหารเท่านั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;นี่เป็นความผิดพลาดทางยุทธวิธีที่ร้ายแรงทางประวัติศาสตร์&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถึงตอนนี้ &lt;strong&gt;ฟ้าเดียวกัน&lt;/strong&gt; หรือธงชัย หรือคนอื่นๆ พากันมาโจมตีวิพากษ์พันธมิตร แต่ขณะที่มีโอกาส จะหยุดยั้งพวกนี้ กลับไม่พยายามทำ กลับอาศัยกระแสที่พวกนี้ก่อขึ้น "โหน" การแอนตี้ทักษิณตามไปด้วย นิธิเอง อย่างที่รู้กันดีแล้ว ถึงขนาดจงใจไม่พูดอะไรที่จะทำให้พันธมิตรอ่อนกำลัง ต่างจากนิธิ ธงชัยยังวิจารณ์พันธมิตรตั้งแต่ระยะแรกในระดับ private แต่ตอนแรกการวิจารณ์นี้แม้ใน private ก็อยู่ในระดับน้อยมาก (ต้องให้ผมพูดอีกครั้งหรือว่า ตอนที่ผมเสนอว่า สนนท.ควรถอนตัวออกมา ธงชัยกลับเสนอว่า ผม going too far? - &lt;strong&gt;ว่าแต่ว่า นี่ไม่ใช่การคิดเชิง timing ของธงชัยเองหรือ?&lt;/strong&gt;) เมื่อสถานการณ์ตึงเครียดมากขึ้น โดยเฉพาะหลังจากการบอยคอตของฝ่ายค้าน ที่หนุนโดยการรณรงค์ NO VOTE ของนศ.ที่ธงชัยสนับสนุน ประสบความสำเร็จในการสร้าง "ทางตัน" ทางการเมือง กระทั่งเริ่มมีการ "แทรกแซงจากเบื้องบน" มากขึ้นๆ ธงชัยมีท่าที critical ต่อพันธมิตรโดยเปิดเผยมากขึ้น โดยเฉพาะต่อการสนับสนุนเรื่อง ม.7 และ "ตุลาการภิวัฒน์" (แต่ต้องให้ผมย้ำหรือไม่ว่า &lt;u&gt;ก่อนหน้านี้ ธงชัยยืนยันว่า มีวิธีอื่นเอาทักษิณออก &lt;strong&gt;และเจาะจงยกเรื่องฟ้องศาลขึ้นมาเสนอ&lt;/strong&gt; ราวกับว่าศาลเป็นอะไรที่ "พึ่งได้" หรือ "เป็นกลาง" ยังงั้นแหละ พอศาลถูก "คนอื่น" ใช้เป็นเครื่องมือจริงๆ ธงชัยกลับออกมาเขียนวิจารณ์ โดยไม่ยอมถามตัวเองว่า แล้วข้อเสนอทีตัวเองให้ใช้การฟ้องศาลเล่นงานทักษิณก่อนหน้านั้นมันเข้าท่าหรือ&lt;/u&gt;) ถึงกระนั้น ท่าทีของเขาต่อกระแสที่สนธิ-พันธมิตรก่อขึ้นก็ยังคงเป็นการ "โหน" ตามไปด้วยโดยพื้นฐาน เพราะเขายังยืนกรานในคำขวัญ "2 ไม่เอา" ดังกล่าว (ไม่ต้องนับเรื่องที่ว่า ถึงตอนนั้น หลายอยางสายเกินไปแล้ว เช่น เรื่อง รณรงค์ NO VOTE) คือ &lt;strong&gt;ยืนยันว่าจะต้องเอาทักษิณออกให้ได้ในขณะนั้น โดยไม่เคยบอกได้เลยว่า ถ้าเอาทักษิณออก แต่ไม่เอา "นายกฯพระราชทาน" แล้วจะเอาใคร&lt;/strong&gt; ถึงขั้นที่จุดหนึ่ง เขาเสนอข้อเสนอที่ ridiculous มากๆว่า ให้ สส.คนเดียวของ พรรคมหาชน เป็นนายกฯ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ผมยังยืนยันว่า นี่เป็นความผิดพลาด เป็นการ "ฉวยโอกาส" หรือ "โหนกระแส" ที่ไม่ควรจะ "โหน" ไปด้วย&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อันที่จริง ถ้าทุกคนพร้อมใจกัน บอกมวลชนตั้งแต่แรกๆว่า กระแสแอนตี้ทักษิณที่นำโดยสนธิ-พันธมิตรเวลานั้น เป็นกระแสที่ผิด เป็นการนำไปสู่การยึดอำนาจของ "อำนาจเหนือรัฐธรรมนูญ" เพราะรัฐบาลขณะนั้น ยังได้รับการสนับสนุนอย่างท่วมท้นจากประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ และมีแต่อาศัย "อำนาจเหนือรัฐธรรมนูญ" เท่านั้น ที่จะเอาออกได้ (Thaksin's infamous 'whisper') ถ้าทำเช่นนี้ จะสลายกำลังของพันธมิตรฯได้หรือไม่? และหยุดยั้งสถานการณ์ได้หรือไม่? ไม่มีใครบอกได้ แต่การไม่ทำ มาจากความคิดเรื่องอื่น มาจากความหลงตัวเองว่า ในขณะนั้น นอกจาก 2 ทางนี้ ยังมีทางอื่น &lt;strong&gt;ทั้งๆที่พวกตัวเองก็บอกไม่ได้คือทางอะไร&lt;/strong&gt; ไม่ต้องพูดถึงการละเมิด "หลักการ" ของตัวเองที่ว่า "นายกฯต้องมาจากการเลือกตั้ง" เพราะพวกคุณย่อมรู้ดีว่า เลือกตั้งต้องได้ใครเป็นนายกฯ คุณก็ยังยืนกรานว่า "ไม่เอา" คือ &lt;strong&gt;ปากก็พูดว่า เคารพประชาชน (ไม่เหมือนสนธิ-พันธมิตร) แต่เวลารณรงค์จริงๆ ก็ไม่แสดงความเคารพต่อประชาชนเลยแม้แต่น้อย&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สรุปแล้ว ธงชัยคิดในเชิงยุทธวิธี ในเชิง timing อยู่ตลอดเวลาเหมือนกับทุกๆคนนั่นแหละ แต่ชอบปฏิเสธ และนำเสนอว่าตัวเองคิด "ลึก" และ "ยาว" กว่า (อันที่จริง ถ้าคิดได้ "ลึก" จริงๆ ควรจะบอกได้แต่แรกว่า ถ้า "2 ไม่เอา" แล้วจะเอาอะไร? &lt;strong&gt;แต่นี่คิดสั้นๆเพียงแค่เสนอ "ไม่เอา" ไว้ก่อน โดยไม่คิดถึงผลที่ตามมา&lt;/strong&gt;) การคิดแบบยุทธวฺธี แต่นำเสนอ่ว่าไม่ใช่คิดแบบยุทธวิธีนี้ก็เช่นเดียวกับที่ก่อนหน้านี้ เขาวิจารณ์ผมที่ออกมาด่าใครต่อใครที่เขาชื่นชม โดยเขากล่าวว่า ชีวิตมีมากกว่าเรื่องการเมือง (ดูตัวอย่างกรณีที่เขาออกมา defend จอน อึ๊งภากรณ์ เป็นต้น) ทั้งๆที่ &lt;strong&gt;โดยตัวข้อเสนอแบบนี้เป็นเรื่องการเมืองอย่างหนึ่ง&lt;/strong&gt; คือการบอกว่า "มีมากกว่าเรื่องการเมือง" ในบริบทนั้น เป็นเรื่องการเมืองอย่างหนึ่ง (เขากำลัง defend จอน &lt;strong&gt;ทางการเมือง&lt;/strong&gt;)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แหม พูดเรื่องนี้แล้วไม่อยากแซวเลยว่า ชวนให้รู้สึกความ irony ของหน้าปก&lt;strong&gt;ฟ้าเดียวกันฉบับรัฐประหาร&lt;/strong&gt;ที่เขียนว่า 2006 the year in denial .. this is not a coup&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อ่านธงชัยแล้วอยากเพิ่มเข้าไปว่า this is not a tactical thinking&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;/p&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2752561975561296815-2809629003029402936?l=somsakcouppostings.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2752561975561296815/posts/default/2809629003029402936'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2752561975561296815/posts/default/2809629003029402936'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://somsakcouppostings.blogspot.com/2007/02/2.html' title='สืบเนื่องจากฟ้าเดียวกันฉบับรัฐประหาร : ธงชัย กับ &quot;2 ไม่เอา&quot; และการคิดเชิงยุทธวิธี'/><author><name>somsak jeamteerasakul</name><uri>http://www.blogger.com/profile/14268134662317735521</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='28' height='32' src='http://2.bp.blogspot.com/_gl9__ug11T0/SMKGqP-9vAI/AAAAAAAAADw/DGuuiEFmCxs/S220/somsak.jpg'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2752561975561296815.post-5398716466453366522</id><published>2007-02-02T18:04:00.000-08:00</published><updated>2007-02-02T18:51:32.971-08:00</updated><title type='text'>"เรื่องเก่า" :  พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ กับ "พลังแผ่นดิน"</title><content type='html'>(13 มกราคม 2550)&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;ผมมี "เรื่องเก่า" ที่อยากพูดถึงสั้นๆเรื่องหนึ่ง เนื่องจาก วันก่อนผม search เพื่อหาข้อมูลเกี่ยวกับ "พลังแผ่นดิน" แล้วไป "สะดุด" พบบทความเรื่องหนึ่ง ซึ่งทำให้ผมตกใจ เสียใจ และผิดหวังมาก ผมยกเรื่องนี้มาพูด นอกจากความน่าสนใจเกี่ยวกับบทความดังกล่าวเองแล้ว ยังเพราะว่าเจ้าของบทความนี้ เป็นหนึ่งในผู้เขียนของ &lt;strong&gt;ฟ้าเดียวกันฉบับรัฐประหาร 19 กันยา&lt;/strong&gt; ที่กำลังจะเปิดตัวในวันศุกร์นี้ด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บทความที่ว่าคือ "ประชาธิปไตยแบบปรึกษาหารือ : บททดลองเสนอ" ของ พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ ซึ่งตีพิมพ์ครั้งแรกใน &lt;strong&gt;คม ชัด ลึก&lt;/strong&gt; วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2549 และ &lt;strong&gt;โอเพ่นออนไลน์&lt;/strong&gt; ได้นำมาเผยแพร่อีกทางเว็บไซต์ไม่กี่วันต่อมา (ดู&lt;a href="http://www.onopen.com/2006/01/304"&gt;ที่นี่&lt;/a&gt; หรือฉบับ printer friendly &lt;a href="http://www.onopen.com/wp-print.php?p=304"&gt;ที่นี่&lt;/a&gt;)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความจริง ผมแปลกใจไม่น้อยที่ตัวเองตกหล่นไม่เห็นบทความนี้เมื่อเผยแพร่ครั้งแรก แต่ที่ผมตกใจและเสียใจอย่างยิ่งคือ ในบทความนี้ พิชญ์ได้เสนอความคิดของ Habermas เกี่ยวกับ deliberative democracy ซึ่งเขาแปลว่า "ประชาธิปไตยแบบ" ผมไม่มีปัญหาในนำเสนอเรื่องนี้ แต่ที่ชวนให้ตกใจ คือ ในการนำเสนอความคิดเรื่องนี้ จู่ๆ โดยไม่มีปี่มีขลุ่ย พิชญ์ เลือกที่จะ "แทรก" คำๆหนึ่งเข้ามาด้วย คือคำว่า "พลังแผ่นดิน" นี่คือประโยคสำคัญที่ พิชญ์ "แทรก" คำนี้เข้ามาในการนำเสนอ Habermas&lt;blockquote&gt;ประชาธิปไตยแบบปรึกษาหารือมิได้เน้นเรื่องของสิทธิเสรีภาพ ผลประโยชน์ และการเชื่อฟังส่วนรวมเป็นเบื้องแรก แต่ให้ความสำคัญกับ “กระบวนการ” ที่ “พลเมือง” ซึ่งได้รับการประกันสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐาน จะมารวมกันปรึกษาหารือเพื่อให้ได้มาซึ่ง “พลังแผ่นดิน” (หมายถึง ความเห็นของพลเมือง และเจตนารมณ์ของพลเมือง = will) ทั้งนี้การปรึกษาหารือเพื่อให้ได้มาซึ่ง “พลังแผ่นดิน” นี้มิได้วางอยู่บนเรื่องการ “แข่งขัน” ทางการเมือง หรือการ “เชื่อฟัง” เสียงส่วนใหญ่ และรัฐ เพียงเท่านั้น&lt;/blockquote&gt;ก่อนอื่น นี่ไม่ใช่คำที่ Habermas ใช้อย่างแน่นอน การที่พิชญ์ จงใจใช้คำนี้ในบริบทของการแนะนำความคิดของ Habermas เรื่อง deliberative democracy โดยเฉพาะในย่อหน้าที่เพิ่งยกมานี้ เป็นการใช้แบบ "มั่วเข้ามา" (arbitrary) ให้ความรู้สึกเกือบจะเป็นการ "ไม่ให้ความเคารพ" ต่อผู้เขียนเดิมคือ Habermas อย่างยิ่ง (โดยไม่ต้องพูดถึงความสำคัญของ Habermas ในขบวนการภูมิปัญญาร่วมสมัย) เป็นการใช้ที่กล่าวได้ว่า &lt;strong&gt;ไม่มีพื้นฐานหรือความชอบธรรมใดๆทั้งสิ้นที่จะใช้&lt;/strong&gt; ไม่มีคำอธิบาย หรือให้เหตุผลสนับสนุนเลยว่าทำไมต้องใช้คำนี้ (พิชญ์ใช้คำนี้ในบทความถึง 9 ครั้ง)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขอให้สังเกตด้วยว่า "นิยาม" ของคำนี้ของพิชญ์ในวงเล็บในย่อหน้าข้างต้น เรื่อง "เจนารมณ์ของพลเมือง" หรือ will ก็ไม่ใกล้เคียงเลยกับการที่จะแปลว่า "พลังแผ่นดิน"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มองได้อย่างเดียวว่านี่เป็นการใช้ทางการเมือง เป็นการ associate คำนี้ เข้ากับไอเดียประชาธิปไตย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นี่เป็น BAD JUDGEMENT อย่างยิ่ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คำนี้ ในประเทศไทย มีความหมายที่แน่นอน ที่ทุกคนรู้ดี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การที่พิชญ์ assciate คำนี้เข้ากับไอเดียประชาธิปไตย เป็นการ "อ่อนข้อ" ให้กับกระแสสังคม หรือ "จิตสำนึกร่วมสมัย" ที่ปัญญาชนนักวิชาการปัจจุบัน (ที่ผมเรียกว่า "ปัญญาชน 14 ตุลา") ช่วยกันสร้างขึ้น ซึ่งเพิกเฉยละเลยต่อความเป็นจริงทางประวัติศาสตร์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มิหนำซ้ำ ในบทความ พิชญ์ยังได้นำเสนอเรื่องนี้ คือไม่เพียงแต่ไอเดียเรื่อง deliberative democracy แต่คือคำว่า "พลังแผ่นดิน" ในลักษณะวิพากษ์การเลือกตั้งด้วย ("...'พลังแผ่นดิน' จากการปรึกษาหารือจึงไม่ใช่ 'ฉันทามติ' ที่รัฐบาลนำไปใช้ 'อ้างได้ตลอดเวลา' ว่าได้รับการสนับสนุนจากประชาชนเรียบร้อยแล้ว ด้วย 'จำนวน' อาทิ 19 ล้านเสียง...")&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมจะไม่พูดซ้ำโดยละเอียดอีก แต่ขอยืนยันอย่างสั้นๆว่า การวิจารณ์การเลือกตั้ง (และนักการเมืองที่อ้างการเลือกตั้ง) ในบริบทสังคมไทยซึ่งรัฐส่วนที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง (ที่อยู่บนพื้นฐานกดขี่บังคับ มอบเมา เหยียบย่ำมนุษย์) มีอำนาจอย่างมหาศาล โดยที่คนวิจารณ์เองไม่เคยมีท่าทีคัดค้านอย่างจริงจัง พูดง่ายๆคือ แสดงความพร้อมที่จะ "ทนอย่างหน้าชื่น" (ถ้าไม่เชียร์เลยด้วยซ้ำ) นั้น เป็นอะไรบางอย่างที่ วิปริต (perverse) อย่างยิ่ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับผม การนำเสนอคำว่า "พลังแผ่นดิน" ของพิชญ์ในบทความนี้ (ซึ่งต้องถือเป็นเรื่องการเมือง) เป็นเรื่องน่าตกใจและเสียใจ เพราะผมคิดไม่ถึงว่าคนที่ highly intelligent อย่างพิชญ์ จะเขียนเช่นนี้ได้ แต่นี่ก็สะท้อนให้เห็น (ในทัศนะของผม) ถึงขอบเขตอันกว้างขวางของการ "อ่อนข้อ" เช่นนี้ในหมู่ปัญญาชนปัจจุบัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;(&lt;strong&gt;หมายเหตุ:&lt;/strong&gt; ดูปฏิกิริยาของ พิชญ์ ต่อกระทู้นี้ได้&lt;a href="http://www.sameskybooks.org/webboard/show.php?Category=sameskybooks&amp;No=759"&gt;ที่นี่&lt;/a&gt;)&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;/p&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2752561975561296815-5398716466453366522?l=somsakcouppostings.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2752561975561296815/posts/default/5398716466453366522'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2752561975561296815/posts/default/5398716466453366522'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://somsakcouppostings.blogspot.com/2007/02/blog-post_6367.html' title='&quot;เรื่องเก่า&quot; :  พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ กับ &quot;พลังแผ่นดิน&quot;'/><author><name>somsak jeamteerasakul</name><uri>http://www.blogger.com/profile/14268134662317735521</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='28' height='32' src='http://2.bp.blogspot.com/_gl9__ug11T0/SMKGqP-9vAI/AAAAAAAAADw/DGuuiEFmCxs/S220/somsak.jpg'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2752561975561296815.post-3678211899262764447</id><published>2007-02-02T17:42:00.000-08:00</published><updated>2007-02-02T18:53:17.077-08:00</updated><title type='text'>เหตุใด ชัยวัฒน์ จึงไม่มีสิทธิ์ที่จะอ้าง “ข้อกังขาทางศีลธรรม”</title><content type='html'>(12 มกราคม 2550)&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;ในบทความเรื่อง “อริสโตเติล กับ รัฐประหาร 19 กันยา” ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ (ชัยวัฒน์ สถาอานันท์, “อริสโตเติล กับ รัฐประหาร ‘19 กันยา’ ” ใน &lt;strong&gt;รัฐประหาร 19 กันยา&lt;/strong&gt; (กรุงเทพฯ: ฟ้าเดียวกัน, 2550), หน้า 152-185) ได้พยายามอีกครั้งที่จะอธิบายว่าเหตุใดเขาจึงมีท่าทีแบบหน่อมแน้มกับรัฐประหารครั้งนี้นัก เช่นเดียวกับก่อนหน้านี้ เขานำเสนอตัวเองว่าอยู่ในภาวะที่มี “ปมปริศนา” หรือ “ข้อกังขาทางศีลธรรม” นั่นคือ ด้านหนึ่ง เขาไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหาร เพราะเป็นการแก้ปัญหาด้วยกำลัง สร้างแบบอย่างให้สังคมยอมรับการใช้กำลัง blah blah blah (“เพราะผลที่เกิดขึ้นของวิธีการที่เลือกใช้ต่อสังคมไทยโดยรวม ซึ่งเท่ากับเป็นการตอกย้ำยืนยันว่า วิธีการแก้ปัญหาทางการเมืองด้วยการสนทนา พูดจา และใช้เหตุผลนั้นมีข้อจำกัด และที่สุดก็ต้องยอมรับการขู่ว่าจะใช้ หรือการใช้ความรุนแรงมาแก้ปัญหาของบ้านเมือง”) แต่อีกด้านหนึ่ง เขาก็ “เข้าใจ” เหตุผลของฝ่ายที่ทำรัฐประหารและคนที่สนับสนุน หรือถ้ายืมคำที่เขาใช้ในบทความก่อนหน้านี้ (2) คือ เขายอมรับว่ารัฐประหารนี้เป็นการกระทำ for a good cause (ทำเรื่องที่ดี)*&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: rgb(51, 102, 255);"&gt;(* ผมขอหมายเหตุประเด็นหนึ่งแต่จะไม่อภิปรายต่อโดยละเอียดเพราะไม่จำเป็น คือ วิธีนำเสนอของชัยวัฒน์นี้ อันที่จริงเท่ากับว่าเขาเองยอมรับส่วนที่เป็นข้ออ้างของคณะรัฐประหารทั้งหมด หมายถึงเหตุผลที่ใช้อ้างในการทำรัฐประหาร ซึ่งรวมถึงข้ออ้างอย่าง "ความแตกแยกในสังคมไทย" และ "การหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ" ข้อกังขาของเขาไม่เกี่ยวกับข้ออ้างเหล่านี้ ซึ่งเขายอมรับ แต่เกี่ยวกับวิธีการที่ใช้ คือ ใช้กำลังรัฐประหาร)&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เขานำเสนอตัวเองว่า ไม่เหมือนคนอีก 2 พวกที่ไม่มีข้อกังขาทางศีลธรรมแบบนี้ เพราะพวกแรก "ชัดเจนว่าตนไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหารและเห็นว่าเหตุผลต่างๆ ที่ฝ่ายสนับสนุนยกมาเป็นข้ออ้างล้วนฟังไม่ขึ้นทั้งนั้น" กับอีกพวกหนึ่งที่ "ชัดเจนว่าตนเห็นด้วยกับการรัฐประหารและรับเหตุผลของฝ่ายก่อรัฐประหารได้อย่างไม่กังขา"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมเห็นว่า ถ้าเราถือว่าบทความนี้ของชัยวัฒน์เป็นความจริง คือเขามีท่าทีหน่อมแน้มเพราะ "ข้อกังขาทางศีลธรรม" ดังกล่าว ก็หมายความว่า &lt;u&gt;ที่ผ่านมาในระยะไม่นานนี้เอง เขาได้โกหกต่อสาธารณะ (และ/หรือ ต่อตัวเอง) ครั้งใหญ่ และก่อนหน้านั้น ในชีวิตทางวิชาการของเขา เขาก็ได้โกหกต่อสาธารณะ (และ/หรือ ต่อตัวเอง) อย่างมโหฬารเช่นกัน&lt;/u&gt; (หรือมิเช่นนั้น เราก็ต้องถือว่า บทความนี้เป็นเพียงการพยายามแก้ตัวแบบห่วยๆ ให้กับความขาดความกล้าหาญในสิ่งที่ตัวเองเชื่อ หรือบอกว่าเชื่อในอดีต)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2549 ในขณะที่วิกฤตการประท้วงรัฐบาลกำลังตึงเครียดอย่างสูง และผู้ประท้วงได้เรียกร้องให้ใช้มาตรา 7 มาเป็นข้ออ้าง ให้พระมหากษัตริย์ตั้งนายกฯ ใหม่ นั่นคือให้ทำรัฐประหารเงียบล้มรัฐธรรมนูญที่ใช้อยู่ ข้อเรียกร้องนี้ได้รับการประสานเสียงจาก นสพ. สภาทนายความ นักวิชาการใหญ่ๆ จนกลายเป็นกระแสเสียงที่ดังสนั่นมากๆ ชัยวัฒน์กับอาจารย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์หลายคน (เกษียร, รังสรรค์, สุวินัย เป็นต้น มีสมชาย ปรีชาศิลปกุล จากเชียงใหม่ลงชื่อด้วย) ได้ออก&lt;a href="http://www.prachatai.com/05web/th/home/page2.php?mod=mod_ptcms&amp;ContentID=3117&amp;SystemModuleKey=HilightNews&amp;SystemLanguage=Thai"&gt;แถลงการณ์ฉบับหนึ่ง&lt;/a&gt; ขึ้นหัวว่า "&lt;strong&gt;ยืนหยัดสันติวิธีและประชาธิปไตยโดยประชาชน คัดค้านความรุนแรงและอำนาจเหนือรัฐธรรมนูญ&lt;/strong&gt;"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในบรรยากาศที่นายกฯ พระราชทาน กำลังเป็น “น้ำเชี่ยวกราก” นับว่าเป็นการกระทำที่สำคัญไม่น้อย (แต่ดังที่ผมวิจารณ์ไปในตอนนั้นว่าความจริงเนื้อหาของแถลงการณ์ยังไม่เพียงพอ ควรระบุชัดเจนว่า คัดค้านนายกฯ พระราชทานหรือนายกฯ ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง มิหนำซ้ำ เนื้อหาจริงๆ ของแถลงการณ์ &lt;u&gt;เป็นการหนุนการเคลื่อนไหวโค่นทักษิณของ “พันธมิตร” ต่อไป (ทั้งๆ ที่ “พันธมิตร” ชูประเด็นนายกฯ พระราชทาน คือให้ใช้อำนาจเหนือรัฐธรรมนูญนั่นเอง) มีเฉพาะหัวข้อของแถลงการณ์เท่านั้นที่พอจะกล่าวได้ว่าเป็นการคัดค้านนายกฯ พระราชทาน&lt;/u&gt; บางคนเช่นธงชัยวิจารณ์ผมกลับว่า ผมเรียกร้องมากไป ผมยืนกรานในขณะนั้น - และเชื่อว่าสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นได้พิสูจน์ความถูกต้องของการยืนกรานนี้ - ว่า ในบริบทที่เป็นอยู่ การเขียนเช่นนั้นไม่เพียงพอ และผิดพลาดอย่างยิ่ง)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โปรดสังเกตว่า ไม่มีที่ใดในแถลงการณ์นี้เลย ที่ชัยวัฒน์จะกล่าวว่า "ข้าพเจ้าคัดค้านการใช้กำลัง และอำนาจเหนือรัฐธรรมนูญ &lt;u&gt;แต่หากการใช้กำลังและอำนาจเหนือรัฐธรรมนูญนั้น เป็นไปเพื่อเรื่องที่ดี (for a good cause) ข้าพเจ้าก็จะขอมีข้อกังขา ขอถอนคำคัดค้านนี้&lt;/u&gt;" นั่นคือ ไม่มีตรงไหนเลยที่ชัยวัฒน์บอกว่า การคัดค้านการใช้กำลังและอำนาจเหนือรัฐธรรมนูญนี้ เป็นไป &lt;strong&gt;อย่างมีเงื่อนไข&lt;/strong&gt; ดังกล่าว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;(ในแถลงการณ์มีข้อความตอนหนึ่งว่า “การยืนหยัดในวิธีการต่อสู้แบบสันติวิธี แม้จะไม่นำมาซึ่งชัยชนะเฉพาะหน้านั้น &lt;u&gt;ย่อมมีคุณค่าเหนือกว่าการบรรลุเป้าหมายเฉพาะหน้า ซึ่งได้มาด้วยวิธีการที่ไม่ถูกต้อง ไม่ชอบธรรม และนำไปสู่การสูญเสีย&lt;/u&gt;” ขอให้เปรียบเทียบกับน้ำเสียงของชัยวัฒน์ตอนนี้ ในแถลงการณ์มีน้ำเสียงของความ “กังขา” อยู่หรือ?)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขอให้สังเกตด้วยว่า &lt;u&gt;ข้ออ้างของพวกที่เสนอให้ใช้ “อำนาจเหนือรัฐธรรมนูญ” ในเดือนมีนาคม กับข้ออ้างของคณะรัฐประหาร 19 กันยาไม่ต่างกันเลย&lt;/u&gt; ("รัฐบาลทักษิณเลว ไม่มีทางอื่นที่จะเอาออกได้ ต้องขอให้กษัตริย์หรือทหารทำรัฐประหาร") ชัยวัฒน์ก็กล้าที่จะประกาศว่า "คัดค้าน" การเสนอเช่นนั้น ไม่ได้พูดเลยว่า "แต่ข้าพเจ้าเข้าใจ..." และไม่ได้ออกแถลงการณ์มาว่า "ข้าพเจ้ามีข้อกังขา ด้านหนึ่ง ข้าพเจ้าไม่สามารถเห็นด้วยได้กับการให้ใช้อำนาจนอกรัฐธรรมนูญ แต่อีกด้านหนึ่ง ข้าพเจ้าก็เข้าใจว่าพวกที่เรียกร้องอำนาจนอกรัฐธรรมนูญ ทำไปเพื่อเรื่องที่ดี...."&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;(ผมขอหมายเหตุด้วยว่า แถลงการณ์ฉบับนี้ ใช้วิจารณ์พวกที่ลงชื่อได้ทุกคน รังสรรค์ เกษียร สมชาย ปรีชาศิลปกุล ที่เมื่อหลังรัฐประหารต่างพากัน "หายหน้า" ไปหมด ไม่เคยมีแถลงการณ์ลักษณะเดียวกันนี้ที่ออกมาประณามคัดค้านการรัฐประหาร จากคนเหล่านี้เลย &lt;strong&gt;แม้แต่ฉบับเดียว&lt;/strong&gt;)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กรณีชัยวัฒน์ ที่แย่กว่าคนอื่นๆ ที่ลงชื่อในแถลงการณ์นี้คือ ดังที่รู้กันทั่วประเทศไทย ตลอดชีวิตการเป็นนักวิชาการของเขา เขาเป็นผู้ที่ออกมาชู "สันติวิธี" คัดค้านการแก้ปัญหาด้วยกำลัง-ความรุนแรง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ถ้าบทความล่าสุดนี้เป็นความจริง คือเขาเกิด "ข้อกังขา" ขึ้นมาจากการรัฐประหารครั้งนี้ ก็แสดงว่าตลอด 20 กว่าปีที่ผ่านมานี้ ชัยวัฒน์โกหก หรือหลอกชาวบ้านชาวเมือง (และ/หรือ ตัวเอง) อย่างมโหฬารมาโดยตลอด&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;u&gt;เพราะตลอดกว่า 20 ปีนี้ ไม่มีเลยที่เขาจะพูดว่า การชู "สันติวิธี" ของเขา ทำไป "อย่างมีเงื่อนไข" ว่า ถ้ามีการกระทำใด (อย่างรัฐประหารครั้งนี้) ที่ทำไปเพื่อเรื่องที่ดี ("กำจัดรัฐบาลที่ไม่เป็นประชาธิปไตย" ฯลฯ) เขาก็จะขออยู่ในภาวะที่ไม่สามารถชู "สันติวิธี" อย่างเข้มแข็งเหมือนที่เขาพูดๆ อยู่นั้นได้&lt;/u&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไม่มีเลยที่เขาบอกชาวบ้านชาวเมืองว่า "สันติวิธี" และการไม่ใช้ความรุนแรงที่เขาชักชวนให้ใครต่อใครเห็นด้วยนั้น &lt;u&gt;เมื่อถึงเวลาเกิดความรุนแรงจริงๆ ต้องขอดูข้ออ้างและเป้าหมายที่ใช้ความรุนแรงนั้นดูก่อนด้วย&lt;/u&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่แย่กว่านั้น ก็ดังที่รู้กันด้วยว่า เขาไม่เพียงเสนอเรื่อง "สันติวิธี" ยังเสนอเรื่องการขัดขืนที่ไม่ใช้ความรุนแรงด้วย ("อารยะขัดขืน") &lt;u&gt;เขาไม่เคยบอกชาวบ้านชาวเมืองว่า ที่เสนอนี้มีเงื่อนไข ถ้าเกิดรัฐประหารแบบที่เกิด (“for a good cause”) เขาก็ขอเงียบเป็นเป่าสากเรื่องการขัดขืน และขอยืนอยู่ข้างๆ ทำตัวเป็นนักปรัชญาที่มี "ข้อกังขาทางศีลธรรม" แทน&lt;/u&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;“อริสโตเติล” กับ รัฐประหาร 19 กันยา?&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ครึ่งหนึ่งของบทความของชัยวัฒน์ (จากหน้า 159 ถึงหน้า 167) แทบไม่เกี่ยวข้องใดๆ กับรัฐประหาร 19 กันยา เป็นการอภิปรายการตีความความหมายของ politics ของอริสโตเติล โดยโวเกลิน กับ สเตราส์ (ส่วนใหญ่เป็นเพียงการสรุปความเห็นของ 2 คนหลังนี้ ไม่ใช่การอภิปรายงานของอริสโตเติลโดยตรงดังที่ชื่อบทความชวนให้คิดด้วยซ้ำ) การที่รัฐศาสตร์เป็นศาสตร์หรือไม่ใช่ศาสตร์ หรือการมีภาวะลำบากเชิงศีลธรรมในค่ายกักกันนาซี ไม่สามารถใช้สนับสนุนจุดยืนของชัยวัฒน์ในกรณีรัฐประหาร 19 กันยาได้โดยตรง และชัยวัฒน์เองไม่ได้ให้คำอภิปรายที่&lt;strong&gt;เชื่อมโยง&lt;/strong&gt;ประเด็นเหล่านี้กับท่าทีของตนอย่างแท้จริง ประเด็นที่ถูกเรียกด้วยภาษาสวยๆ ขลังๆ อย่าง “การไม่ลงตัวทางศีลธรรม” หรือ “ราคาของการตัดสินใจทางการเมือง” ที่พูดถึงตอนท้ายของบทความ &lt;strong&gt;เหมือนกับ&lt;/strong&gt;การแสดงท่าทีต่อรัฐประหาร&lt;strong&gt;ของเขา&lt;/strong&gt;อย่างไร? (หรือถ้าประเด็นนี้มีส่วนเกี่ยวข้องจริง จะอธิบายท่าทีอย่างแถลงการณ์ 23 มีนาคม หรือการชู “สันติวิธี-อารยะขัดขืน” ในอดีตของเขา ดังที่อภิปรายข้างต้นอย่างไร?) ส่วนนี้ทั้งหมด - คือส่วนใหญ่ของบทความ - ให้ความรู้สึกว่า นี่เป็นเหมือนเครื่องประดับราคาแพงๆ ที่บรรดาผู้ดีใช้ใส่อวดกันในงานเลี้ยงหรูๆ เท่านั้น (พูดภาษาชาวบ้านคือ “ดัดจริต”)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;(strategy ของชัยวัฒน์ในบทความนี้คือ ใช้สมบัติซึ่งท่าทีต่อการรัฐประหารยิ่งแย่กว่าเขาเสียอีก [ดูข้างล่าง] เป็นคู่สนทนา เพื่อเน้นด้านที่ “ไม่เห็นด้วย” กับการรัฐประหารของเขาเอง [สมบัติตั้งคำถามการแสดงความ “ไม่เห็นด้วย” กับรัฐประหารของชัยวัฒน์] เขาไม่กล้าที่จะถกเถียงกับคำวิจารณ์ด้านที่เขาแสดงท่าทีอ่อนข้อให้กับการรัฐประหารในประเด็นเรื่องความรุนแรง [“รัฐประหารที่ทำไปอย่างไม่รุนแรง”] และการสนับสนุน [“เข้าใจ”] ข้ออ้างรัฐประหารของเขา)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ปัจฉิมลิขิต&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในบทความของชัยวัฒน์ ได้อ้างบทความของสมบัติ จันทรวงศ์ หลายตอน ในต้นฉบับบทความของชัยวัฒน์ที่ผมอ่าน ไม่มีบทความฉบับเต็มของสมบัติอยู่ด้วย (4) แต่เท่าที่อ่านจากการสรุปอย่างกว้างขวางของชัยวัฒน์ บอกได้เพียงว่า ถ้อยคำบางตอนที่สมบัติใช้ในการแก้ต่างให้กับรัฐประหารตามที่ชัยวัฒน์ยกมา (ถ้อยคำแบบนิยายน้ำเน่า melodramatic ประเภท “กองทหารซึ่งใช้ในวันที่ 19 กันยา เป็นปฏิกิริยาของสังคมประชาธิปไตยต่อรัฐบาลซึ่งมีปัญหา” หรือ “democratic means has nothing to do when a democratic society is fighting for its survival - ไม่มีที่ทางสำหรับวิธีการประชาธิปไตยในเวลาที่สังคมประชาธิปไตยต้องต่อสู้เพื่อเอาตัวรอด” กระทั่งดูเหมือนจะเปรียบเทียบสถานการณ์ทักษิณ กับความยากลำบากของยิวในค่ายกักกันนาซี) เกือบจะทำให้ผมอาเจียนออกมาจริงๆ ผมสงสัยอย่างเศร้าใจมากๆ ว่า ทำไมนะคณะรัฐศาสตร์ ทั้งที่นี่และจุฬาฯ (กรณีไชยันต์ ไชยพร ก่อนหน้านี้) จึงมีหลายนักวิชาการที่เก่งแต่นำเสนอตัวเองว่าเป็น "นักปรัชญาการเมือง" พูดอ้างกรีกให้ฟังดูขลังๆ เพียงเพื่ออำพรางด้านที่ขี้ขลาดตาขาว ไม่มีหลักการของตัวเองอย่างสุดๆ (คือทำตัวเป็นแบบโสกราตีสจริงๆ ไม่ได้ ก็ขอพูดเรื่องโสกราตีสแบบคล่องปาก เพื่อให้คนอื่นและตัวเองหลงเชื่อว่าตัวเองเป็นเหมือนโสกราตีสก็ยังดี) ลักษณะนี้เป็นลักษณะที่น่าสะอิดสะเอียน เหมือนกับเวลาฟังใครบางคนทำตัวเป็น "แบบอย่างทางจริยธรรม" นั่นแหละ (ในงานของ “นักปรัชญาการเมือง” อย่างสมบัติ ไม่เคยแตะต้องพูดถึง “อำนาจเหนือรัฐธรรมนูญ” เลย &lt;strong&gt;แม้แต่นิดเดียวอย่างจงใจ&lt;/strong&gt; แต่กลับแสดงท่าทีสูงส่งทางจริยธรรมเมื่อพูดถึงนักการเมือง)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แล้วผมก็อดคิดต่อไม่ได้ว่า ยิ่งกว่านักวิชาการของคณะใดๆ ทั้งหมด นักวิชาการจำนวนมากของคณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ (ทั้ง 2 มหาวิทยาลัย) ซึ่งอาศัยเครดิตของความเป็นผู้ที่ชาวบ้านหลงเชื่อว่าเชี่ยวชาญด้านการเมืองและกฎหมาย ช่างทำตัวเป็นแบบอย่างของ “ข้าแผ่นดินผู้จงรักภักดี” เสียนี่กระไร อะไรที่เป็นไป “เพื่อในหลวง” (รัฐประหารครั้งนี้คืออะไรถ้าไม่ใช่การการกำจัด “รัฐบาลที่มีพฤติกรรมหมิ่นเหม่ไปในทางหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ”?) ก็พร้อมจะออกมาให้การสนับสนุน นำเสนอให้ดูดีไปได้หมด (หรือไม่ดูแย่จนเกินไป) ไม่ว่าในแง่การเมืองหรือกฎหมาย หรือมองอีกอย่างหนึ่ง (ไม่ใช่อย่างประชดแบบเมื่อครู่) ก็ต้องบอกว่า นักวิชาการไทยที่ควรจะเป็น “เสาหลักทางภูมิปัญญา” ให้กับสังคมและประชาธิปไตยไทยมากที่สุด เพราะควรจะรู้เรื่องหลักการ-ความถูกผิดทางการเมืองและกฎหมายดีที่สุด กลับทำตัวได้แย่ที่สุด กว่านักวิชาการสาขาอื่นๆ&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;/p&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2752561975561296815-3678211899262764447?l=somsakcouppostings.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2752561975561296815/posts/default/3678211899262764447'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2752561975561296815/posts/default/3678211899262764447'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://somsakcouppostings.blogspot.com/2007/02/blog-post_02.html' title='เหตุใด ชัยวัฒน์ จึงไม่มีสิทธิ์ที่จะอ้าง “ข้อกังขาทางศีลธรรม”'/><author><name>somsak jeamteerasakul</name><uri>http://www.blogger.com/profile/14268134662317735521</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='28' height='32' src='http://2.bp.blogspot.com/_gl9__ug11T0/SMKGqP-9vAI/AAAAAAAAADw/DGuuiEFmCxs/S220/somsak.jpg'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2752561975561296815.post-4380256910035355891</id><published>2007-02-02T17:39:00.000-08:00</published><updated>2007-02-02T18:53:31.787-08:00</updated><title type='text'>โอกาสที่ไม่มีใครฉวย?</title><content type='html'>(11 มกราคม 2550)&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight:bold;"&gt;หมายเหตุ : &lt;/span&gt; บันทึกข้างล่างนี้ ผมเขียนไว้หลายวันแล้ว แต่ไม่เสร็จ (ส่วนที่เป็น ...... ตอนท้าย คือส่วนทีตั้งใจจะเขียนแต่ไม่เสร็จ) และลังเลที่จะทำให้เสร็จหรือโพสต์เผยแพร่ (จึงปล่อยทิ้งไว้) แต่เหตุการณ์เมื่อวานนี้ ซึ่งผมคิดว่าเป็นการ confirm ในบางประเด็นที่เขียน การพูดของสนธิเรื่อง "หน่อมแน้ม" การออกมาขู่หนังสือพิมพ์ของ สะพรั่ง กับโฆษก คมช. ผมคิดว่าล้วนเป็นการยืนยันว่า คมช.-รัฐบาลนี้อยู่ในฐานะลำบากมากกว่าที่พวกเขาหวังหรือคาดไว้เมื่อทำรัฐประหาร ผมจึงลองโพสต์ดู เพื่อนำไปคิด-อภิปรายกันต่อ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight:bold;"&gt;คิดดังๆ : โอกาสที่ไม่มีใครฉวย?&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมไม่แน่ใจว่า คิดไปเองหรือไม่ แต่มีความรู้สึกว่า ขณะนี้ เครดิต หรือ ความนิยม ในรัฐบาล-คมช. ไม่สูง หรือ ไม่หนักแน่นมากนัก ประเด็นสำคัญคือ ลักษณะไม่มีความสามารถ (imcompetent) ซึ่งไม่เฉพาะเรื่องใหญ่โตอย่างกรณีควบคุมค่าเงินบาทเท่านั้น แต่รวมถึง ลักษณะการพูดกันคนละอย่างสองอย่าง ลักษณะการทำงานในลักษณะที่ภาษาสมัยนี้เรียกกันว่า "ไม่เป็นมืออาชีพ" (un-professional) แสดงออกที่เรื่อง "พลาด" แบบ "เล็กๆ" อื่นๆ ที่มีมาโดยตลอด ตั้งแต่เรื่องล็อตเตอรี่ ไปจนถึงการตั้งทหารเป็นประธานรัฐวิสาหกิจ การเลือกตั้งสมัชชาแห่งชาติที่ไม่ "สวย" อย่างที่พยายามสร้างภาพไว้ เรื่องเขายายเที่ยง ทะเบียนสมรสซ้อน ทะเลาะชวลิต สภานิติฯที่ตั้งมาไม่ได้ทำอะไรให้เห็น บทบาทสะพรั่ง กระทั่งบทบาทของเปรมที่ออกมาอย่างมาก ก็ทำให้หลายคนไม่สบายใจลึกๆ (uneasy) ผมไม่คิดว่า (นอกจากคนจำนวนน้อย - ธีรยุทธคงเป็นคนหนึ่งกระมัง?) เครดิตเปรมสูงอย่างที่เขาเองคิด ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่า ผมคิดว่า มีน้อยคนมากที่จะรู้สึกสบายใจที่เห็นประธานองคมนตรีมามีบทบาทออกหน้ามากขนาดนี้ ... ทั้งหมดนี้ ไม่ต้องรวมถึงเรื่องระเบิดปีใหม่เลย แต่เมื่อรวมเข้าไปด้วย ยิ่งทำให้ฐานะจริงของรัฐบาล-คมช.มีความไม่มั่นคงไม่น้อย (มากในระดับที่คงไม่มีคาดถึงเมื่อรัฐประหารใหม่ๆ)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;(ผมจำได้ว่า เคยเขียนกระทู้เมื่อตั้งรัฐบาลใหม่ๆว่า พวกคนประเภท คมช.มักประเมินตัวเองสูงเกินจริง ขนาดสมัย รสช. ที่มี คนระดับอานันท์ มาช่วยขัดตาทัพ ยังอยู่ในอำนาจได้เพียงปีเดียว แต่พวกนี้มือไม่ถึงขั้นอานันท์ด้วยซ้ำ และสถานการณ์ก็เปลียนไปจาก 15 ปีที่แล้วมาก ทำไมจึงคิดว่าจะคุมอยู่)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปัญหาคือ คนจำนวนมากไม่ได้อยากจะกลับไปสู่ก่อน 19 กันยา อย่างเบ็ดเสร็จ พูดง่ายๆคือ ไม่อยากให้ทักษิณกลับมา เรื่องนี้ ไม่จำเป็นว่า เพราะไม่ชอบทักษิณเท่านั้น (แน่นอนที่ไม่ชอบมากๆก็ยังมีอยู่) แต่คือ ไม่อยากผ่านประสบการณ์ความตึงเครียดทางการเมืองสังคมเหมือนปีที่แล้วอีก ผมคิดว่า นี่เป็นเรื่องใหญ่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;(ผมอ่านกระทู้ของคุณอะไรที่ว่าเป็นอดีตนักข่าวหลาย นสพ. เขียนถึงประเด็นทำนองนี้ว่า ในหมู่ นสพ. ความจริง รู้ดีเรื่องความไม่เอาไหน ปัญหาเชิงการกระทำผิดระเบียบของรัฐบาล คมช. แต่ไม่ยอมเขียน เพราะไม่อยากให้ทักษิณกลับมา ผมไม่ถึงกับเชื่อ 100 เปอร์เซนต์ที่เขาเล่า แต่รู้สึกว่า ฟังดูน่าจะมีส่วนจริงๆไม่น้อย)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สรุปแล้ว ในความรู้สึกของคนจำนวนมากคือ อยากให้รัฐบาลหรือ regime นี้ยุติลง แต่ก็ไม่อยากกลับไปก่อน 19 กันยา ดังนั้น เป็นธรรมดาที่จะรอให้มีรัฐธรรมนูญใหม่ ปัญหาคือ การร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้ ก็ไม่มีเครดิตมากนัก (นรนิติ อย่างไรเสียก็ไม่ใช่ อานันท์)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดังนั้น ไม่จำเป็นว่า จะต้องเชื่อหมอดูหลายต่อหลายคนที่พูดเป็นเอกภาพอย่างประหลาดว่า ปีนี้ ดวงเมืองไม่ดี จะเกิดอาเพธ อาจถึงขั้นนองเลือด... ไม่จำเป็นต้องเชื่อเรื่องพวกนี้ ใครที่สนใจข่าวสารบ้าง ก็ต้องรู้สึกในเชิงหวั่นๆอยู่ลึกๆถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้น หลังร่างรัฐธรรมนูญ (รัฐธรรมนูญจะออกมาอย่างไร, การลงประชามติ ฯลฯ) .....&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมไม่แน่ใจว่าคิดไปเองหรือไม่ แต่ผมรู้สึกว่า ถ้ามีข้อเสนอที่ยุติภาวะเช่นนี้ ที่ทำให้คนจำนวนมากรู้สึกว่า ดีกว่า ภาวะไม่แน่ไม่นอน ภาวะรัฐบาลไม่มีความสามารถ อย่างที่เป็นอยู่ อาจเป็นไปได้ก็ได้ที่จะได้รับการสนับสนุนอย่างกว้างขวาง อาจเป็นไปได้ที่จะยุติ regime ของ คมช. เร็วกว่าที่คิด?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปัญหาคือ ข้อเสนออะไร?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เลือกตั้งทันที&lt;br /&gt;Elections Now&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เป็นไปได้หรือไม่ ที่จะเสนอ และได้รับการสนับสนุนอย่างกว้างขวาง ถ้าเราเสนอว่า แทนที่จะปล่อยให้เกิดภาวะไม่แน่ไม่นอน ซึ่งมีแต่ทำให้เกิดความตึงเครียดทางการเมืองสังคมเพิ่มมากขึ้นๆ (ในระหว่างการร่างรัฐธรรมนูญ) และในที่สุด อาจจะเสี่ยงต่อภาวะวิกฤติ การปะทะ นองเลือด ในอนาคต ได้ ... แทนที่จะทนอยู่กับภาวะเช่นนี้ ทำไมเรามาเลือกตั้งทันที ให้มีทั้งสภาและรัฐบาลเลือกตั้งตัวจริงทันที (แน่นอนไม่ใช่ภายในวันนี้พรุ่งนี แต่เร็วที่สุด ซึ่งน่าจะทำได้ภายใน 1 เดือน ถึง 1 เดือนครึ่ง หลังการยอมรับข้อเสนอนี้)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แล้วให้ทั้งรัฐสภาและรัฐบาลเลือกตั้งตัวจริง ทำกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญใหม่เอง ขณะเดียวกันทหารก็ยุติบทบาทโดยทันที&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ข้อเสนอนี้ มีปมปัญหาหนึ่งที่ต้องแก้ให้ตกก่อน:&lt;br /&gt;จะเอายังไงกับทักษิณ?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โดยส่วนตัว ผมเห็นว่ากระบวนการ เล่นงานล้างแค้นทักษิณอยู่ในขณะนี้ (คตส. ปปช. ศาลรัฐธรรมนูญ เรื่องยุบพรรค) เป็นกระบวนการที่ไม่ชอบธรรม เป็น "กระบวนการยุติธรรมใต้ดาบปลายปืน" ซึ่งสมควรยกเลิก...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปัญหาคือ ผมเชื่อว่า คนจำนวนมาก ไม่ต้องการกลับสู่ภาวะทักษิณเป็นผู้นำอีก (ดังกล่าวตอนต้น) พูดอีกอย่างคือ ข้อเรียกร้องใดๆที่มีนัยยะถึงการกลับสู่ก่อน 19 กันยา ในลักษณะทีทักษิณกลับเป็นผู้นำเหมือนเดิม เป็นสิ่งที่ยากจะสำเร็จหรือได้รับการสนับสนุนอย่างกว้างขวาง (นี่คือความจริง ที่ผมคิดว่าควรพยายามทำให้ผู้สนับสนุนทักษิณกล่มต่างๆ พิราบขาว, คนวันเสาร์ ฯลฯ ยอมรับ)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่จะทำอย่างไรที่จะยกเลิก ทำให้เป็นโมฆะกระบวนการเล่นงานล้างแค้นทักษิณในขณะนี้ แต่ไม่ถึงกับให้ทักษิณกลับมาทางการเมืองทันที?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;..............&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมจึงรู้สึกว่า อันที่จริง หากมีการเสนออย่างหนักแน่น โดยกลุ่มคนที่มีเครดิตทางสังคมพอสมควร ให้ "ยุติบทบาท ทหาร เดี๋ยวนี้ เลือกตั้งทันที" ..............&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;/p&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2752561975561296815-4380256910035355891?l=somsakcouppostings.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2752561975561296815/posts/default/4380256910035355891'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2752561975561296815/posts/default/4380256910035355891'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://somsakcouppostings.blogspot.com/2007/02/blog-post.html' title='โอกาสที่ไม่มีใครฉวย?'/><author><name>somsak jeamteerasakul</name><uri>http://www.blogger.com/profile/14268134662317735521</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='28' height='32' src='http://2.bp.blogspot.com/_gl9__ug11T0/SMKGqP-9vAI/AAAAAAAAADw/DGuuiEFmCxs/S220/somsak.jpg'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2752561975561296815.post-3299410497505801283</id><published>2006-12-30T16:28:00.000-08:00</published><updated>2007-02-02T18:54:42.764-08:00</updated><title type='text'>เกษียรรู้ดีว่าที่ "แกนกลาง" ของ "ประชาธิปไตยแบบไทย" คืออะไร....</title><content type='html'>(29 ธันวาคม 2549)&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;ความจริง ผมตั้งใจจะเขียนอะไรสักหน่อยเมื่อเกษียรเขียนบทความชุด ประชาธิปไตย 2 แนวทาง ของเขาจบ ผมเข้าใจว่าตอนที่ลงใน&lt;strong&gt;มติชน&lt;/strong&gt;&lt;a href="http://www.matichon.co.th/matichon/matichon_detail.php?s_tag=01act01291249&amp;day=2006/12/29"&gt;วันนี้&lt;/a&gt; น่าจะเป็นตอนจบ อย่างไรก็ตาม ที่จะเขียนต่อไปนี้ ไม่ใช่ comment ต่อบทความชุดนี้โดยรวมเสียทีเดียว ซึ่งผมยังไม่มีเวลาทำตอนนี้ แต่เนื่องจาก มีข้อความบางตอนของเฉพาะตอนที่ลงใน&lt;strong&gt;มติชน&lt;/strong&gt;วันนี้ ซึ่งเหมือนกับเป็น โจทก์ หรือ คำโต้แย้ง ต่อสิ่งที่ผมเพิ่งเขียนไปเกี่ยวกับ "&lt;a href="http://somsakcouppostings.blogspot.com/2006/12/blog-post_9599.html"&gt;ทำไมทหารไทยจึงทำรัฐประหารได้?&lt;/a&gt;" โดยตรง นั่นคือ ส่วนทีว่าด้วย - ขออนุญาตใช้คำนี้เพราะสั้น แทนสิ่งที่เกษียรเขียนไว้หลายบรรทัด - "ความมือเปื้อนเลือดของรัฐบาลเลือกตั้ง" คือ ปัญหา "สิทธิมนุษยชน" - โปรดสังเกต นี่เป็นไอเดียฝรั่งมากกว่าไทย ดังนั้น การที่เกษียร ใช้ไอเดียนี้มาวิจารณ์ "ประชาธิปไตยแบบสากล" และ defend โดยนัย ต่อ "ประชาธิปไตยแบบไทย" จึงเป็น perfomative contradiction (คำของ Habermas) แต่จะขอข้ามเรื่องนี้ไป) &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;(ขอเชิงอรรถไว้ด้วยว่า กระทู้ "&lt;a href="http://somsakcouppostings.blogspot.com/2006/12/blog-post_9599.html"&gt;ทำไมทหารไทย&lt;/a&gt;" ของผม เขียนเสร็จหลายวัน ก่อนที่จะได้อ่านบทความเกษียรตอนวันนี แต่ระหว่างทีเขียน ผมนึกหลายครั้งที่จะ เขียนขึ้นหัวทำนองว่า "คำตอบต่อบทความของเกษียร..." หรือ เขียนอย่างที่กำลังจะเขียนต่อไปนี้ คือ "เกษียร รู้ดีว่า หัวใจของการถกเถียงเรื่อง "ประชาธิปไตย 2 แนวทาง" แท้จริง อยู่ที่ไหน เขารู้ดีว่าที่ "แกนกลาง" ของ "ประชาธิปไตยแบบไทย" คืออะไร....) &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประเด็นที่ผมต้องการจะพูด-โต้แย้ง นอกจากที่พูด-โต้แย้งไปในกระทู้ผมแล้ว (ดูโดยเฉพาะในย่อหน้าที่ 4 ของกระทู้ที่แล้ว) คือ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถึงที่สุดแล้ว เกษียร รู้ดีว่า ที่ "แกนกลาง" ของ "ประชาธิปไตยแบบไทย" คืออะไร? &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทีนี้เรามาดู "แกนกลาง" ที่ว่านี้ กับประเด็น "มือเปื้อนเลือด" และการ "ละเมิดสิทธิมนุษยชน" &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;(ผมเห็นด้วยกับเกษียร ล้านเปอร์เซนต์ว่า เรื่องคอร์รัปชั่น จริงๆแล้ว ไม่ใช่เรื่องใหญ่ อย่างที่พวกกระฎุมพีลูกหลานเจ๊ก (เครือญาติผมกับเกษียรทั้งนั้นแหละ) โดยเฉพาะในกรุงเทพ "ดัดจริต" ทำให้เป็นกัน ประเด็น "สิทธิมนุษยชน" นี่แหละ คือเรื่องใหญ่ที่สุด) &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"แกนกลาง" ของ "ประชาธิปไตยแบบไทย" ที่ว่านี้ ไม่ใช่ "มือเปื้อนเลือด" เหมือนกันหรอกหรือ? &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับ "แกนกลาง" ที่ว่านี้ ไม่ใช่ว่า "ขอเพียงรักษาอำนาจ หรือความเป็น 'ศูนย์กลาง' ไว้เท่านั้น ความสยดสยองหฤโหด แค่ไหน ก็เป็นสิ่งที่รับได้" หรอกหรือ? &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ยิ่งไม่ต้องพูดถึงประเด็น "การละเมิดสิทธิมนุษยชน" &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;รัฐที่อิงอยู่กับ "ประชาธิปไตยแบบไทย" หรือ "แกนกลาง" ของไอเดียนี้ มีลักษณะ ละเมิดสิทธิมนุษยชนในทางโครงสร้าง &lt;br /&gt;ความจริง คือ "แกนกลาง" ของ "ประชาธิปไตยแบบไทย" คือ มโนทัศน์ที่ปฏิเสธ ความเป็นมนุษย์ และ สิทธิของมนุษย์ &lt;br /&gt;รัฐแบบนี้แหละที่ "ละเมิดสิทธิมนุษยชน" อยู่ทุกวินาที ไม่ใช่ด้วยการฆ่าคน (อย่างที่เกษียร ยกตัวอย่าง) แต่ด้วยการทำคนให้กลายเป็น ไม่ใช่คน อยู่ทุกวินาที &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คนที่คิดว่า รัฐแบบนี้ "มือสะอาด" "benevolent" เพราะคิดแต่ในเรื่องรูปธรรม (ซึ่งส่วนใหญ่ชอบลืมๆกันไป) &lt;br /&gt;ข้อเสนอของผมคือ ต่อให้ไม่มี "เรื่องรูปธรรม" อย่าง &lt;a href="http://somsakwork.blogspot.com/2006/06/blog-post.html"&gt;17 กุมภา 2498&lt;/a&gt; หรือ &lt;a href="http://somsakwork.blogspot.com/2006/10/6.html"&gt;6 ตุลา 2519&lt;/a&gt; คือไม่มีการละเมิดสิทธิมนุษยชน แบบมี "เลือด" มา "เปื้อน" ให้เห็น &lt;br /&gt;รัฐแบบนี้ ก็ละเมิดสิทธิมนุษยชนอยู่ดี ละเมิดอย่างรุนแรง ในทางโครงสร้างอยู่แล้ว &lt;br /&gt;เพราะรัฐแบบนี้ถือ มนุษย์เป็นเพียง "ฝุ่นผง" &lt;br /&gt;ความจริง ยิ่งกว่า "ฝุ่นผง" เสียอีก เป็น "ใต้ของฝุ่นผง" ทีอยู่ใต้ฝ่าเท้าของรัฐแบบนี้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในความเห็นของผม ขอพูดแบบที่ฟังดูเหมือน callous ว่า &lt;br /&gt;ปัญหา "รัฐละเมิดสิทธิมนุษยชน" รวมไปถึงเรื่อง "มือเปื้อนเลือด" เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ (มีทุกรัฐ) &lt;br /&gt;ปัญหาคือ จะอาศัยรัฐรูปแบบใด &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;รัฐเลือกตั้งนั้น แม้ในที่สุด จะหลีกเลี่ยง "มือเปื้อนเลือด" "ละเมิดสิทธิมนุษยชน" ไม่ได้ แต่ในทางโครงสร้าง ไม่ได้มีโครงสร้างที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนเป็นเนื้อแท้ เหมือนรัฐแบบไทย (อย่างที่บอกตอนต้นว่า ความจริง ไอเดียเรื่อง ละเมิดสิทธิมนุษยชน นั้นเป็นส่วนหนึ่งของไอเดียเรื่องรัฐแบบใหม่ หรือ ประชาธิปไตยสากล เอง) &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดังนั้น การที่ "ประชาธิปไตย" ปัจจุบัน ที่ดูเหมือนจะเอียงไปทางข้าง "รัฐแบบสากล" ยังมีลักษณะ "ละเมิดสิทธิมนุษยชน" นั้น ทางออก ไม่ใช่ หันกลับไปหา "ประชาธิปไตยแบบไทย" แต่คือ ผลักดันให้ รัฐที่ดูเหมือนแบบสากลนี้ มีลักษณะเป็น "รัฐแบบสากล" มากยิ่งขึ้นอีก (จนถึงที่ &lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;/p&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2752561975561296815-3299410497505801283?l=somsakcouppostings.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2752561975561296815/posts/default/3299410497505801283'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2752561975561296815/posts/default/3299410497505801283'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://somsakcouppostings.blogspot.com/2006/12/blog-post_5127.html' title='เกษียรรู้ดีว่าที่ &quot;แกนกลาง&quot; ของ &quot;ประชาธิปไตยแบบไทย&quot; คืออะไร....'/><author><name>somsak jeamteerasakul</name><uri>http://www.blogger.com/profile/14268134662317735521</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='28' height='32' src='http://2.bp.blogspot.com/_gl9__ug11T0/SMKGqP-9vAI/AAAAAAAAADw/DGuuiEFmCxs/S220/somsak.jpg'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2752561975561296815.post-5434790214133246760</id><published>2006-12-30T16:25:00.001-08:00</published><updated>2007-02-02T19:14:20.648-08:00</updated><title type='text'>ทำไมทหารไทยจึงทำรัฐประหารได้?</title><content type='html'>(29 ธันวาคม 2549)&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;ข้อเสนอพื้นฐานของผมคือ ทหารทำรัฐประหารได้ ต้องมี "เงื่อนไขการเมือง" (political conditions of possibility of a military coup) เพราะรัฐประหารคือ "การเมืองในอีกรูปแบบหนึ่ง" (military coup is a continuation of politics by other means) การเมืองจะแปรไปเป็น (continuation) รัฐประหาร ได้หรือไม่ ต้องดูที่การเมืองนั้นเอง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คำว่า "การเมือง" ในทีนี้มีทั้งในระดับ "โครงสร้าง" คือรูปแบบของรัฐและอุดมการณ์ และในระดับ "สถานการณ์" (การเมืองในระดับแคบ) &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การเมืองระดับหลังขอไม่พูด เพราะเห็นกันชัดเจนทั่วไป (สถานการณ์แอนตี้ทักษิณในระยะ 1 ปีเศษที่ผ่านมา) ขอพูดถึงประเด็น "การเมือง" ระดับ "โครงสร้าง" คือ ระดับ "รูปการ/ระบอบการปกครอง" และ "อุดมการณ์" ที่ใช้สร้างความชอบธรรมควบคู่กัน (form of government/state and its accompanying justificatory ideological component) &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในประเทศจำนวนมาก โดยเฉพาะในประเทศตะวันตก ไม่ใช่ไม่มี "คอรัปชั่น" หรือเรื่องอื้อฉาว (scandals) ใหญ่ๆ ไม่ใช่ไม่มี "รัฐบาลเลือกตั้งมือเปื้อนเลือด" (แบบที่คนโจมตีทักษิณเรื่อง 2500 ศพ, ภาคใต้ - ลองนึกถึงอีรัก มีรัฐบาลเลือกตั้งกี่ประเทศเกี่ยวข้อง อเมริกา, อังกฤษ, ออสเตรเลีย, อิตาลี, เสปน (สมัยหนึ่ง), ญี่ปุ่น ฯลฯ) แต่ไม่มีใครคิดว่า ทหารจะทำรัฐประหารได้ หรือควรทำรัฐประหาร เพราะทุกคนยอมรับการเลือกตั้งเป็นตัวตัดสินอำนาจรัฐสูงสุด แม้ว่าการตัดสินนั้น จะออกมาแย่อย่างไร (เลือกมาแล้ว รัฐนั้นกลับกลายเป็นคอรัปชั่น หรือ เลือกแพ้ ฝ่ายที่ชนะ คือฝ่ายที่ทำสงครามที่ทำให้คนตายนับไม่ถ้วน (ไอเดียเรื่อง "รัฐบาลมือเปื้อนเลือด") ทุกคนก็ยอมรับการเลือกตั้ง ในฐานะวิธีเดียวที่จะตัดสินใจว่ารัฐสูงสุดควรเป็นใครอย่างไร &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในประเทศไทย มีสถาบันกษัตริย์ที่มีอำนาจรัฐมหาศาล แต่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ไม่ต้องขึ้นต่อกระบวนการเลือกตั้ง - เสนอนโยบาย, "หาเสียง", "วิจารณ์-เปิดโปง" ได้ ทั้งเรื่อง "สาธารณะ" และเรื่อง "ส่วนตัว" (ครอบครัว รายได้ การใช้จ่าย ฯลฯ) &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตราบเท่าที่มีโครงสร้างการเมืองเช่นนี้ ก็ไม่มีทางที่การเมืองในระดับโครงสร้าง-อุดมการณ์ซึ่งปิดทางรัฐประหารแบบของประเทศที่พูดถึงข้างต้น จะสามารถมีที่มั่นอย่างถาวรได้ เพราะใน "จิตใต้สำนึก" ของทุกคน รู้ดีว่า ส่วนที่สำคัญมาก - มากที่สุด - ของรัฐ ไม่ใช่อะไรที่ได้มาด้วยการเลือกตั้ง หรือกระบวนการเลือกตั้ง นี่เป็นความจริงที่ทุกคน "ยอมรับ" เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต* &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;[* ในปี 2538 เสกสรรค์ ประเสริฐกุล ได้เขียนบทความวิจารณ์พวกที่ออกมาเคลื่อนไหวสนับสนุนอองซานซูยี ที่พรรคของเธอชนะการเลือกตั้งทั่วไปในพม่า แต่ถูกกองทัพพม่าปราบปรามอย่างนองเลือด (เหตุการณ์ 8/8/88) ตอนหนึ่งว่า "ผมเคยบอกลูกศิษย์ว่าพ่อแม่ผมก็ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง แต่ผมรักเคารพอย่างไม่มีเงื่อนไข....ทุกวันนี้ในสังคมไทยมีสถาบันและผู้คนอีกมากที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง จะไม่ให้ยอมรับนับถือกันเลยหรือ"] &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นี่คือเงื่อนไข (ทางการเมือง) ที่แท้จริง ที่ทำให้ทหารสามารถทำรัฐประหารได้ (political conditions of possibility of military coup) &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในหลายปีที่ผ่านมา งานเขียนของ (ที่สำคัญที่สุด) นิธิและเกษียร ที่โจมตีการเลือกตั้ง จึงเป็นความผิดพลาดอย่างร้ายแรงในทางประวัติศาสตร์ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;(นี่ไม่ใช่การ "แบล็กเมล์" ที่เกษียรพูดถึงไม่นานมานี้ แต่ผมหวังว่า สักวัน พวกเขาควรต้อง take responsibility ต่อความผิดพลาดสำคัญนี้) &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การเลือกตั้งที่เป็นปัญหา ไม่ใช่แก้ด้วยการวิจารณ์โจมตีการเลือกตั้ง แต่ด้วยการ "ขยายการเลือกตั้ง" ให้ความสำคัญกับการเลือกตั้งมากยิ่งขึ้น และยืนยันว่า การเลือกตั้งควรต้องเป็นวิธีเดียวที่ใช้ตัดสินอำนาจรัฐ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปล. ขอให้สังเกตว่า ในบรรดาแอ๊กติวิสต์ปัญญาชน ที่ชูคำขวัญ "ไม่เอานายกฯพระราชทาน ทักษิณต้องออกไป" (ที่ผมเรียกว่าพวก "2 ไม่เอา") นั้น แท้จริง ก็ไม่เคยยอมรับโครงสร้างการเมืองแบบเลือกตั้งอย่างแท้จริงเช่นกัน และนี่คือความผิดทางยุทธศาสตร์ที่น่าเศร้าของพวกเขา &lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;/p&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2752561975561296815-5434790214133246760?l=somsakcouppostings.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2752561975561296815/posts/default/5434790214133246760'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2752561975561296815/posts/default/5434790214133246760'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://somsakcouppostings.blogspot.com/2006/12/blog-post_9599.html' title='ทำไมทหารไทยจึงทำรัฐประหารได้?'/><author><name>somsak jeamteerasakul</name><uri>http://www.blogger.com/profile/14268134662317735521</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='28' height='32' src='http://2.bp.blogspot.com/_gl9__ug11T0/SMKGqP-9vAI/AAAAAAAAADw/DGuuiEFmCxs/S220/somsak.jpg'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2752561975561296815.post-7175453490154977683</id><published>2006-12-24T17:50:00.000-08:00</published><updated>2007-02-02T19:14:56.006-08:00</updated><title type='text'>การกลับมาของ "ศักดินา" ในฐานะจินตภาพการเมือง</title><content type='html'>(25 ธันวาคม 2549)&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;ผมจำได้ว่า เมื่อ 2-3 ปีที่แล้ว ผมเคยโพสต์ข้อความในเว็บบอร์ด ม.เที่ยงคืนเก่า โดยตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการ "ตาย" หรือ "หายจากไป" ของคำว่า "ศักดินา" ซึ่งมีฐานะเป็น "จินตภาพแกนกลาง" (central organizing concept) ของ "การวิจารณ์ทางการเมือง" ของปัญญาชนปีกซ้ายของไทย เป็นเวลา 30 ปี (จากทศวรรษ 2490 ถึงทศวรรษ2520) โดยผมเสนอว่า อาจจะระบุอย่างแม่นยำได้ว่า คำนี้ "หายไป" ในงานของนิธิ เอียวศรีวงศ์ ที่ปรากฏตัวตกผลึกในกลางทศวรรษ 2520 นั่นเอง กล่าวคือ นิธิเป็นนักคิด "ทวนกระแส" ระดับนำ คนแรกที่ไม่ใช้คำนี้ในฐานะ central organizing concept ในงานของตน ผมยังได้ตั้งข้อสังเกตเปรียบเทียบชะตาชีวิตของงานของนิธิ กับของนักคิดร่วมสมัยคนสำคัญอีกคนหนึ่ง คือ ฉัตรทิตย์ นาถสุภา ซึ่งในงานยุคเดียวกับนิธิ ยังใช้คำนี้เป็นจินตภาพใจกลางอยู่ (ไอเดียเรื่อง "วิถีการผลิตเอเซีย" ที่ฉัตรทิตย์ชูขณะนั้น เป็นการแตกแขนงออกมาจากไอเดียเรื่อง "ศักดินานิยม") ขณะที่งานในยุคนั้นของนิธิยังได้รับการตีพิมพ์ซ้ำมาโดยตลอดและมีฐานะเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางในปัจจุบัน งานของฉัตรทิตย์ของยุคนั้น ถ้าพูดในแง่คุณภาพแล้ว ไม่อาจกล่าวได้ว่าแตกต่างกัน แต่การที่งานฉัตรทิตย์ไม่เคยได้รับการตีพิมพ์ซ้ำอีกหลังยุคนั้น ไม่ใช่ปัญหาคุณภาพ แต่เป็นผลสืบเนื่องมาจากการ "ตาย" หรือ "หายจากไป" ของจินตภาพ "ศักดินา" นี่เอง สุดท้าย ผมยังชี้ว่า เป็นเรื่อง irony ที่ ต่อมา ในงานของฉัตรทิพย์เอง จินตภาพนี้ ก็หมดบทบาทไปด้วย (ถูกแทนที่ด้วยจินตภาพเรื่อง "ชุมชนหมู่บ้าน" และ "วัฒนธรรมชุมชน" และ "ชาวบ้าน" ในที่สุด)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โดยที่ผมหรือใครไม่คาดคิด พร้อมกับการเกิดรัฐประหารครั้งหลังสุดนี้ อันที่จริง ตั้งแต่ช่วงวิกฤติทักษิณเมื่อต้นปีนี้ คำว่า "ศักดินา" ได้กลับมาปรากฏตัวในการอภิปรายทางการเมือง (political discourse) อย่างสำคัญอีกครั้ง ที่ irony อย่างมาก คือ การปรากฏตัวอย่างเด่นที่สุดของคำนี้ เกิดขึ้นจากพวกที่เป็นแกนนำในการแอนตี้ทักษิณเอง! นั่นคือ นักโฆษณาชวนเชื่อเครือนสพ.&lt;strong&gt;ผู้จัดการ&lt;/strong&gt; ได้ยกคำขวัญที่พวกเขาอ้างว่า เป็นของผู้สนับสนุนทักษิณขึ้นมาโจมตี คือคำขวัญว่า "ทุนนิยมชั่วช้า ดีกว่าศักดินาล้าหลัง" เมื่อผมเห็นบทความโจมตีคำขวัญนี้ของ&lt;strong&gt;ผู้จัดการ&lt;/strong&gt;ครั้งแรก ผมอดยิ้มคนเดียวไม่ได้จริงๆ เกือบจะหัวเราะด้วยซ้ำ ที่พวกนี้ ซึ่งทำการเชิดชูยกย่อง "ศักดินา" อย่างขนานใหญ่ กลับกลายเป็นพวกแรกที่รื้อฟื้นคำนี้เข้าสู่ political discourse เสียเอง! "ศักดินา" คำประนามกลุ่ม-สถาบันทางสังคมบางกลุ่มนี้ ซึ่งเกือบจะลืมกันไปหมดแล้วหลายปี กลับมาเป็นคำสำคัญที่ใช้กันอีกครั้ง หลังรัฐประหาร แม้แต่ในบทความที่ตีพิมพ์ในหน้าหน้าหนังสือพิมพ์ (ตามเว็บบอร์ดยิ่งไม่ต้องพูดถึง) มีหลายครั้งที่มีผู้ใช้คำว่า "ขุนนางศักดินา" และเมื่อวานนี้ ผมก็ต้องทั้งแปลกใจและดีใจ ที่หนังสือพิมพ์ใหญ่แห่งยุค &lt;strong&gt;มติชน&lt;/strong&gt; ตีพิมพ์บทความ "วิเคราะห์" ในหน้า 3 โดยใช้คำนี้เป็นชื่อบทความ! (&lt;strong&gt;2549 การเมืองหักมุม โค่น"ทุนนิยม"-ฟื้นศักดินา ติดเบรก"ประเทศไทย"&lt;/strong&gt;) ผมเห็นว่านี่เป็นเรื่องสำคัญและน่าสนใจมาก แม้ว่าคนเขียน (พี่เถียร?) จะใช้คำนี้อย่างจำกัด และไม่ตรงนัก ให้หมายถึง "ข้าราชการ" (?) เท่านั้น ("...ไปสู่ระบบศักดินาที่มีข้าราชการเป็นใหญ่") แต่การ "ขึ้น" คำนี้เป็นชื่อบทความ ผมเห็นว่าสำคัญกว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;(สนใจ เชิญอ่านบท "วิเคราะห์" ของ &lt;strong&gt;มติชน&lt;/strong&gt; ดังกล่าวได้&lt;a href="http://www.matichon.co.th/matichon/matichon_detail.php?s_tag=01col01241249&amp;day=2006/12/24"&gt;ที่นี่&lt;/a&gt;)&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2752561975561296815-7175453490154977683?l=somsakcouppostings.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2752561975561296815/posts/default/7175453490154977683'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2752561975561296815/posts/default/7175453490154977683'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://somsakcouppostings.blogspot.com/2006/12/blog-post_8371.html' title='การกลับมาของ &quot;ศักดินา&quot; ในฐานะจินตภาพการเมือง'/><author><name>somsak jeamteerasakul</name><uri>http://www.blogger.com/profile/14268134662317735521</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='28' height='32' src='http://2.bp.blogspot.com/_gl9__ug11T0/SMKGqP-9vAI/AAAAAAAAADw/DGuuiEFmCxs/S220/somsak.jpg'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2752561975561296815.post-6690458389308049693</id><published>2006-12-24T17:36:00.000-08:00</published><updated>2007-02-02T19:16:41.784-08:00</updated><title type='text'>อะไรต่อไป? สองแนวทางในหมู่ปัญญาชนแอ๊กติวิสต์ที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐประหารในขณะนี้ และข้อสังเกต-ข้อเสนอบางประการ</title><content type='html'>(18 ธันวาคม 2549)&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;ผมไปสังเกตการณ์การชุมนุมทั้งในวันที่ 10 และ 17 ธันวาคม ของ "เครือข่าย 19 กันยา ต้านรัฐประหาร" และของอีก 2 กลุ่มที่มีการจัดพร้อมๆกัน ความจริง ตั้งใจว่าจะเล่าความรู้สึก (impression) ที่มีต่อการชุมนุมทั้ง 2 ครั้งดังกล่าว แต่ขณะนี้ ผมคิดว่า มีประเด็นสำคัญกว่า ที่ชวนให้คิดโดยเร่งด่วน นั่นคือ อะไรต่อไป (what next?) จึงขอแลกเปลี่ยนในประเด็นนี้ก่อน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;u&gt;สองแนวทางในหมู่ผู้ไม่เห็นด้วยกับรัฐประหาร&lt;/u&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;ผมเข้าใจว่า ขณะนี้ มีท่าทีหรือแนวทาง 2 อย่างที่ต่างกันในหมู่ปัญญาชนแอ๊กติวิสต์ที่ไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหาร ผมขอเรียกแนวทางแรกว่า &lt;strong&gt;แนวทางบอยคอต &lt;/strong&gt;และแนวทางที่สองว่า &lt;strong&gt;แนวทางผลักดันรัฐธรรมนูญใหม่ &lt;/strong&gt;ถ้าจะพูดให้มองเห็นได้ง่ายๆ แนวทางแรกคือแนวทางของกลุ่ม "เครือข่าย 19 กันยา" ส่วนแนวทางที่สอง คือแนวทางของกลุ่มมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แน่นอนยังมีบุคคล และกลุ่มที่แสดงท่าทีไม่เห็นด้วยกับรัฐประหารอีก (เช่นกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า "เพื่อนรัฐธรรมนูญ 2540" เป็นต้น) แต่ในทีนี้ ผมยกเฉพาะ "เครือข่าย 19 กันยา" และ "ม.เที่ยงคืน" ในฐานะเป็น "แบบฉบับ" ของแนวทาง 2 อย่างในขณะนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แนวทางแรก ปฏิเสธการรัฐประหารและสิ่งที่ตามมาโดยสิ้นเชิง (รัฐบาล, สนช., คมช., สมัชชาแห่งชาติ สภาร่างรัฐธรรมนูญ และรัฐธรรมนูญใหม่) คือไม่ยอมรับ และไม่พยายามเข้าไปมีส่วนร่วมใดๆในการผลักดันเสนอความเห็นต่อรัฐธรรมนูญใหม่ อาศัยการเคลื่อนไหวประนามต่อต้านคัดค้านจากภายนอก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แนวทางที่สอง นอกจากปฏิกิริยาที่ค่อนข้างคลุมเครือ ลังเล ต่อการรัฐประหารโดยเฉพาะในระยะแรกแล้ว แนวทางนี้เสนอให้พยายามวิพากษ์วิจารณ์ แสดงความเห็น เพื่อผลักดันส่งอิทธิพลต่อการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ (รวมทั้งเคลื่อนไหวในรูปแบบการร่าง "รัฐธรรมนูญทางเลือก", "รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน")&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;u&gt;ปัญหาเชิงเนื้อหาที่ควรถกเถียง&lt;/u&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;นอกจากปัญหาในเชิงท่าทีการเคลื่อนไหวดังกล่าวแล้ว ผมคิดว่า มีปัญหาเชิง "เนื้อหา" เกี่ยวกับการประเมินอนาคตของการรัฐประหารที่ควรอภิปรายควบคู่กันไปด้วย เพราะจะมีผลต่อการอภิปรายแลกเปลี่ยนหรือกำหนดท่าทีของการเคลื่อนไหว นั่นคือปัญหาว่า เราคาดการณ์ว่ากลุ่มรัฐประหารต้องการอะไร โดยเฉพาะคือต้องการให้รัฐธรรมนูญและโครงสร้างการเมืองใหม่เป็นแบบใด?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โดยส่วนตัว ผมค่อนข้างเชื่อว่า ขณะนี้ เราพอจะสรุปได้แล้วว่า คณะรัฐประหารชุดนี้คงพยายามผลักดันให้การเมืองมีลักษณะแบบ "ประชาธิปไตยครึ่งใบ" เหมือนสมัยเปรม (รัฐธรรมนุญ 2521) นั่นคือ &lt;strong&gt;การเมืองที่เปิดโอกาสให้ราชสำนักและกองทัพมีอิทธิพลและบทบาทในการกำหนดอย่างประจำ&lt;/strong&gt; เครื่องมือสำคัญของการเมืองแบบนี้คือ นายกฯไม่ต้องมาจากการเลือกตั้ง และวุฒิสภาแต่งตั้ง (แต่ล่าสุด ชัยอนันต์ สมุทวนิช ได้เสนอให้มีองค์กรอย่าง คมช. และ สตช. ด้วย)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในความเห็นผม การประเมินเช่นนี้ น่าจะมีผลต่อการทบทวนท่าทีต่อรัฐประหารข้างต้น กล่าวคือ ถ้าการประเมินเช่นนี้ถูกต้อง ความพยายามที่จะ "ส่งอิทธิพล" ต่อการร่างรัฐธรรมนูญ ตามแนวทาง ม.เที่ยงคืน ก็เป็นความพยายามที่เกือบจะแน่นอนว่าจะล้มเหลว เพราะอย่างไรเสีย พวกรัฐประหาร - ถ้าการประเมินนี้ถูกต้อง - ก็จะร่างรัฐธรรมนูญออกมาแบบ "ประชาธิปไตยครึ่งใบ" อยู่นั่นเอง มิเช่นนั้น การรัฐประหารจะกลายเป็นการสูญเปล่าสำหรับพวกเขา ดังนั้น ในความเห็นของผม แนวทางบอยคอตมีความสมเหตุสมผล และมีลักษณะเชิง "ปฏิบัติได้" (practical) มากกว่าด้วยซ้ำ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่างไรก็ตาม โปรดสังเกตว่า ข้อเสนอ 5 ข้อว่ารัฐธรรมนูญใหม่ควรมีเนื้อหาอย่างไรของ ม.เที่ยงคืน ไม่มีประเด็นโครงสร้างการเมืองนี้เลย ปัญหาคือ ถ้า ม.เที่ยงคืน (หรือกลุ่มหรือบุคคลที่คิดแบบเดียวกัน) ยังคงยืนยันเฉพาะ 5 ข้อดังกล่าว และเห็นว่า โครงสร้างการเมือง "ประชาธิปไตยครึ่งใบ" ไม่ใช่ประเด็นสำคัญชี้ขาด ก็อาจจะยืนยันที่ยังคงรักษาท่าทีแบบเดิมไว้ก็ได้ ด้วยเหตุผลว่า แนวทาง "ส่งผลสะเทือนต่อการร่างรัฐธรรมนูญ" ยังมีความหมายอยู่ ไม่ใช่ไม่มีความหมายอะไร (อย่างที่ถ้ามองประเด็นโครงสร้างการเมืองเป็นหลัก)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;u&gt;การประชุมขยายวงเพื่ออภิปรายปัญหา&lt;/u&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;ผมเสนอว่า กลุ่ม "เครือข่าย 19 กันยา" หรือ กลุ่มแอ๊กติวิสต์อื่น (ฟ้าเดียวกัน สนนท. ฯลฯ) น่าจะลอง "เป็นเจ้าภาพ" เชิญปัญญาชนนักวิชาการและแอ๊กติวิสต์ เข้าร่วมการพูดคุยสัมมนาในลักษณะ "จับเข่าคุยกัน" คือ เป็นการหารือ ถกเถียงร่วมกันในประเด็นทั้งสองดังกล่าว (คือทั้งท่าทีเคลื่อนไหว และ การประเมินเชิงเนื้อหาอนาคตของการรัฐประหาร) และชักชวนให้กลุ่มต่างๆ โดยเฉพาะบรรดานักวิชาการที่มีชื่อเสียงทางสังคมทั้งหลาย ให้มาเห็นด้วยกับท่าทีต่อการรัฐประหารแบบบอยคอต&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพราะปัญหาที่ผมเห็นขณะนี้ (ซึ่งกลุ่มเครือข่าย 19 กันยา เองคงเห็นด้วย) คือ การเคลื่อนไหวตามแนวทางบอยคอต ยังขาดการสนับสนุนโดยเฉพาะจากผู้มี "เครดิตทางสังคม" (ปัญญาชนนักวิชาการ กลุ่มสังคมอื่นๆ ที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักหรือยอมรับ) ทำให้ยังขาดพลังเท่าที่ควร (จะเป็นเรื่องดีหรือไม่ก็ตาม คงต้องยอมรับว่า ปัจจุบัน การเคลื่อนไหวผ่าน "สื่อ" การทำ "พีอาร์" ต่างๆ มีความสำคัญอย่างมาก)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แน่นอน ในที่สุดแล้ว การตัดสินใจว่าจะเลือกแนวทางไหนในการแสดงความไม่เห็นด้วยต่อรัฐประหาร ย่อมเป็นสิทธิของบุคคลและกลุ่มต่างๆเอง แต่ควรจะชักชวนให้คนมากที่สุดเห็นว่า อนาคตในระยะยาวของประชาธิปไตยไทยขึ้นอยู่กับการหาทางยับยั้งทำลายแผนการเมืองของคณะรัฐประหารนี้ และแนวทางที่ถูกต้องได้ผลเป็นสิ่งที่ควรลงมือปฏิบัติตั้งแต่บัดนี้&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;/p&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2752561975561296815-6690458389308049693?l=somsakcouppostings.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2752561975561296815/posts/default/6690458389308049693'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2752561975561296815/posts/default/6690458389308049693'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://somsakcouppostings.blogspot.com/2006/12/blog-post_2504.html' title='อะไรต่อไป? สองแนวทางในหมู่ปัญญาชนแอ๊กติวิสต์ที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐประหารในขณะนี้ และข้อสังเกต-ข้อเสนอบางประการ'/><author><name>somsak jeamteerasakul</name><uri>http://www.blogger.com/profile/14268134662317735521</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='28' height='32' src='http://2.bp.blogspot.com/_gl9__ug11T0/SMKGqP-9vAI/AAAAAAAAADw/DGuuiEFmCxs/S220/somsak.jpg'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2752561975561296815.post-5956335198754012352</id><published>2006-12-24T17:29:00.000-08:00</published><updated>2007-02-02T19:17:31.902-08:00</updated><title type='text'>(คำเตือนจากเพื่อนเก่า) ถึง "ตู่" และ "ใหญ่" : คิดดีแล้วหรือ?</title><content type='html'>(14 ธันวาคม 2549)&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;P&gt;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;เมื่อสักครู่นี้ ระหว่างทางขับรถกลับบ้าน ผมแวะร้าน "สะดวกซื้อ" ที่ปั้มน้ำมันใกล้บ้านเพื่อซื้อของเล็กน้อย ผมไม่แวะแบบนี้ทุกวัน แต่ถ้าบังเอิญวันที่แวะตรงกับวันพฤหัส ทุกครั้งที่แวะ ผมจะ "แอบ" เปิดดู &lt;strong&gt;มติชน &lt;/strong&gt;ฉบับวันพรุ่งนี้ (วันศุกร์) ที่วางตลาดแล้ว หน้า 6 เพื่อดูว่า บทความเกษียรสัปดาห์นี้เขียนเรื่องอะไร... สัปดาห์นี้เกษียรเขียนเรื่องทีต่อเนื่องจากสัปดาห์ก่อน (ผมจำชือเรื่องภาษาไทยไม่ได้ แต่ภาษาอังกฤษ คือ Democratic Universalizing Move)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ที่สะดุดตาผม คือพาดหัวข่าวนำของฉบับวันพรุ่งนี้ (15 ธันวาคม 2549) ทำนองว่า "อจ.นิติ มธ. หนุน นายกฯคนนอก" (หรือ "นายกไม่ต้องเลือกตั้ง" อะไรทำนองนี้) และบรรทัดแรกๆของข่าว มีประโยคว่า "อจ. มธ. เล่นคำ 'นายกฯจากสภา'...."&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมแปลกใจมากๆกับพาดหัวข่าว และประโยคนำข้างต้น จึงเปิดไปดูรายละเอียด แล้วยิ่งแปลกใจยิ่งขึ้นว่า "อจ.นิติ มธ." ผู้หนุน "นายกฯคนนอก" หรือ "นายกฯไม่ต้องมาจากการเลือกตั้ง" ตามพาดหัวข่าวคือ สมคิด เลิศไพบูลย์ เพื่อนรุ่นน้องที่ผมรู้จักตั้งแต่เมื่อ 20 กว่าปีก่อน (ปัจจุบันเขาเป็น "ศาสตราจารย์ ดร." และเพิ่งได้รับแต่งตั้งเป็นสมาชิกสมัชชาแห่งชาติ) ส่วน "อจ.มธ." ที่ "เล่นคำ" ว่า "นายกฯจากสภา" (คือเพียงแต่ให้สภารับรอง ไม่จำเป็นต้องเป็น สส.ที่มาจากการเลือตั้งโดยตรง) ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน คือ รศ.ดร.นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ นั่นเอง... (สมัยที่พวกเราทุกคนยังเป็น นศ.มธ.ด้วยกัน ผมรู้จักและเรียกเขาทั้งคู่ในนาม "ตู่" และ "ใหญ่")&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมยังไม่มีเวลาเขียนอะไรมากกว่านี้ในขณะนี้ นอกจาก ฝาก "ถาม" ไปยัง นักวิชาการทั้งสองท่านว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;"คิดดีแล้วหรือ?"&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การเลือกผู้นำฝ่ายบริหารสูงสุด เป็นสิทธิพื้นฐานสำคัญอย่างหนึ่งของประชาชนในระบอบประชาธิปไตย (ความจริงคือในสังคมสมัยใหม่ทีดีทั้งมวล) เป็นการแสดงให้เห็นว่า ประชาชนมีสิทธิจะเลือกใครเป็นผู้นำของเขาเองโดยตรง และผู้ที่จะเสนอตัวมาเป็นผู้นำของประเทศ-ประชาชน ย่อมต้องพร้อมที่จะนำเสนอตัวเองและนโยบายให้ประชาชนมีส่วนในการตัดสิน ข้ออ้างเรื่อง "การเลือกตั้งยังไม่สมบูรณ์-ไม่พร้อม" นั้น แท้จริง เป็นเพียงข้ออ้างเท่านั้น ความจริงคือ คนที่เสนอเช่นนี้รู้สึกว่า การเลือกตั้ง "ยังไม่พร้อม หรือยังไม่ให้หลักประกัน &lt;strong&gt;ที่จะทำให้ได้นายกฯที่ตัวเองชอบ&lt;/strong&gt; " มากกว่า คือ&lt;strong&gt;กลัวว่า ประชาชน จะเลือกคนที่เขาไม่ชอบใจเป็นนายกฯ เขาต้องการวางตัวเป็นเทวดาที่รู้ดีกว่าประชาชนทั่วไปว่า ใครควรเป็นผู้นำของประชาชน โดยไม่ให้โอกาสประชาชนออกเสียง ตรวจสอบ แสดงความเห็น&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;(แน่นอน ผมไม่หวังนักว่า message นี้จะไปถึงท่านทั้งสองจริงๆ - แต่ถ้าถึงได้ก็ยิ่งดี - นี่เป็นการ "ส่งสัญญาณเตือนภัย" ให้สาธารณะผู้สนใจการเมืองทั้งหลาย และเป็นการ register การประท้วงเบื้องต้นของผมไว้)&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;/p&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2752561975561296815-5956335198754012352?l=somsakcouppostings.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2752561975561296815/posts/default/5956335198754012352'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2752561975561296815/posts/default/5956335198754012352'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://somsakcouppostings.blogspot.com/2006/12/blog-post_3015.html' title='(คำเตือนจากเพื่อนเก่า) ถึง &quot;ตู่&quot; และ &quot;ใหญ่&quot; : คิดดีแล้วหรือ?'/><author><name>somsak jeamteerasakul</name><uri>http://www.blogger.com/profile/14268134662317735521</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='28' height='32' src='http://2.bp.blogspot.com/_gl9__ug11T0/SMKGqP-9vAI/AAAAAAAAADw/DGuuiEFmCxs/S220/somsak.jpg'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2752561975561296815.post-7969102897418248490</id><published>2006-12-24T17:24:00.000-08:00</published><updated>2007-02-02T19:20:34.653-08:00</updated><title type='text'>เตือนความจำ: เปรียบเทียบท่าที "นับถอยหลัง 10 สัปดาห์ ไล่ทักษิณ" ของ ม.เที่ยงคืน กับบทความนิธิอันนี้ครับ</title><content type='html'>(8 ธันวาคม 2549)&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;นี่ครับ ขอให้เปรียบเทียบ ท่าทีของ ม.เที่ยงคืน ต่อทักษิณ (การขายหุ้นชิน) ที่ยกมาให้ดูในกระทู้ก่อนหน้านี้ของผม ("&lt;a href="http://somsakcouppostings.blogspot.com/2006/12/blog-post_24.html"&gt;ตัวอย่าง: ถ้าเพียงแต่นักวิชาการ ม.เที่ยงคืน มีท่าทีอย่างนี้ต่อคณะรัฐประหาร...&lt;/a&gt;")ที่ประกาศ "นับถอยหลัง 10 สัปดาห์ ไล่ทักษิณ" "ครบ 10 สัปดาห์แล้ว จะมีการนัดรวมตัวให้ประชาชนจากทุกภาคของประเทศ เดินทางเข้ามาพร้อมกันในกรุงเทพฯ เพื่อเปิดเวทีสาธารณะ ถอดถอน พ.ต.ท.ทักษิณ"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กับบทความแสดงท่าทีต่อการรัฐประหารของนิธิ "บทความที่ไม่มีชื่อ" โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์ มติชนรายวัน 25 กันยายน 2519 ดูตัวบทได้&lt;a href="http://www.nidambe11.net/ekonomiz/2006q3/2006september25p4.htm"&gt;ที่นี่&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ประโยคเริ่มต้นของนิธิในบทความนี้ ผมชอบมากๆครับ เป็น "ประโยคเกียรติยศแห่งปี" เลยทีเดียวครับ :&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#ff0000;"&gt;"จะผิดหรือจะถูก จำเป็นหรือไม่จำเป็น สมควรหรือไม่สมควรก็ตาม สิ่งที่ทำไปแล้วก็คือสิ่งที่ทำไปแล้ว ปัญหาคือจะประคองสิ่งที่ทำไปแล้วให้ออกมาเป็นผลดีที่สุดได้อย่างไร"&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;(ถ้าสนใจ ดู comment ของผมต่อบทความนี้เมื่อปรากฏครั้งแรก &lt;a href="http://somsakcouppostings.blogspot.com/2006/09/peaked.html"&gt;ที่นี่&lt;/a&gt;)&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;/p&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2752561975561296815-7969102897418248490?l=somsakcouppostings.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2752561975561296815/posts/default/7969102897418248490'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2752561975561296815/posts/default/7969102897418248490'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://somsakcouppostings.blogspot.com/2006/12/10.html' title='เตือนความจำ: เปรียบเทียบท่าที &quot;นับถอยหลัง 10 สัปดาห์ ไล่ทักษิณ&quot; ของ ม.เที่ยงคืน กับบทความนิธิอันนี้ครับ'/><author><name>somsak jeamteerasakul</name><uri>http://www.blogger.com/profile/14268134662317735521</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='28' height='32' src='http://2.bp.blogspot.com/_gl9__ug11T0/SMKGqP-9vAI/AAAAAAAAADw/DGuuiEFmCxs/S220/somsak.jpg'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2752561975561296815.post-8754953087564698826</id><published>2006-12-24T17:09:00.000-08:00</published><updated>2007-02-02T19:20:56.274-08:00</updated><title type='text'>ตัวอย่าง: ถ้าเพียงแต่นักวิชาการ ม.เที่ยงคืน มีท่าทีแบบนี้ต่อคณะรัฐประหาร...</title><content type='html'>(7 ธันวาคม 2549)&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;ผมกำลังพยายามรวบรวมข้อมูลเพื่อเขียนเปรียบเทียบให้เห็นท่าทีของนักวิชาการปัญญาชนไทย ต่อรัฐประหารครั้งนี้ และต่อรัฐบาลทักษิณ ก่อนหน้านั้น ... อย่างที่ผมเกริ่นไว้ในกระทู้ก่อนหน้านี้ ข้อมูลหลายอย่างเมื่อกลับมาอ่านใหม่ นับว่า เหลือเชื่อ เปิดหูเปิดตาจริงๆ ... ระหว่างที่ผมยังไม่มีเวลาจะเขียนบทความออกมาได้ ผมอดไม่ได้ทีจะเชิญชวนให้ท่านทั้งหลาย ลองอ่าน&lt;a href="http://www.prachatai.com/05web/th/home/page2.php?mod=mod_ptcms&amp;ContentID=2500&amp;SystemModuleKey=HilightNews&amp;SystemLanguage=Thai"&gt;รายงานข่าวนี้&lt;/a&gt; เกี่ยวกับท่าทีของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ต่อทักษิณ จาก &lt;strong&gt;ประชาไท&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ระหว่างที่อ่าน ก็ขอให้ จินตนาการ ในใจว่า ถ้าเพียงแต่นักวิชาการกลุ่มนี้ ใช้ท่าทีทำนองเดียวกัน กับคณะรัฐประหาร ("นับถอยหลัง 10 สัปดาห์ ไล่คณะรัฐประหาร...") ....&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ยิ่งเวลาผ่านไป ผมยิ่งรู้สึกลึกขึ้นเรื่อยๆว่า นักวิชาการปัญญาชนของเรา โดยเฉพาะบรรดาพวก elite ที่ "ดังๆ" ทั้งหลาย &lt;span style="color:#ff0000;"&gt;ช่างเป็นผู้ที่ "มีเกียรติ" อย่างยิ่ง&lt;/span&gt; จริงๆ&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ต่อไปนี้คือ รายงานข่าวที่ว่า เชิญอ่าน พร้อมใช้จินตาการได้เลยครับ: &lt;blockquote&gt;&lt;strong&gt;ม.เที่ยงคืน นับถอยหลัง 10 สัปดาห์ไล่ ทักษิณ&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ประชาไท&lt;/strong&gt; – 9 ก.พ. 49 นายสมเกียรติ ตั้งนโม นักวิชาการ และบรรณาธิการเว็บไซต์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน เปิดเผยว่า ขณะนี้ทางเว็บไซต์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ได้เปิดพื้นที่รับข้อมูลจากนักวิชาการ นักธุรกิจ และสื่อมวลชนเกี่ยวกับการขายหุ้นชินคอร์ปอเรชั่น ภายใต้แบรนเนอร์ ‘ถังความรู้เกี่ยวกับการขายหุ้นชินคอร์ป’ (&lt;a href="http://www.midnightuniv.org"&gt;http://www.midnightuniv.org&lt;/a&gt;) เพื่อใช้เป็นฐานความรู้ในการจัดอภิปราย ‘10 คำถาม 5 คำตอบ ถึงทักษิณ’ ซึ่งจะจัดขึ้นที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ในช่วง 10 สัปดาห์ต่อจากนี้ (ครั้งแรกวันที่13 ก.พ.49)โดยมีนักวิชาการจากมหาวิทยาลัย และองค์กรภาคประชาชน ร่วมดำเนินการ ในนาม ‘ศูนย์บริการข้อมูลวิชาการเพื่อประชาชน’&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โดยในระหว่างที่มีการให้ข้อมูลกับประชาชน จะทำการรวบรวมรายชื่อ 5 หมื่นรายชื่อ เพื่อยื่นถอดถอนนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และหลังจากอภิปรายครบ 10 สัปดาห์แล้ว จะมีการนัดรวมตัวให้ประชาชนจากทุกภาคของประเทศ เดินทางเข้ามาพร้อมกันในกรุงเทพฯ เพื่อเปิดเวทีสาธารณะ ถอดถอน พ.ต.ท.ทักษิณ ออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;โดย :&lt;/strong&gt; ประชาไท&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;วันที่ :&lt;/strong&gt; 10/2/2549&lt;/blockquote&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;/p&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2752561975561296815-8754953087564698826?l=somsakcouppostings.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2752561975561296815/posts/default/8754953087564698826'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2752561975561296815/posts/default/8754953087564698826'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://somsakcouppostings.blogspot.com/2006/12/blog-post_24.html' title='ตัวอย่าง: ถ้าเพียงแต่นักวิชาการ ม.เที่ยงคืน มีท่าทีแบบนี้ต่อคณะรัฐประหาร...'/><author><name>somsak jeamteerasakul</name><uri>http://www.blogger.com/profile/14268134662317735521</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='28' height='32' src='http://2.bp.blogspot.com/_gl9__ug11T0/SMKGqP-9vAI/AAAAAAAAADw/DGuuiEFmCxs/S220/somsak.jpg'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2752561975561296815.post-4618554229761526502</id><published>2006-12-24T16:47:00.000-08:00</published><updated>2007-02-02T19:21:25.494-08:00</updated><title type='text'>ความรับผิดชอบต่อการรัฐประหาร</title><content type='html'>(7 ธันวาคม 2549)&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;?p&gt;&lt;br /&gt;ผมสารภาพว่า จนบัดนี้ ผ่านไป 3 เดือน ผมยังไม่สามารถ "ทำใจ" (get over-move on) กับการเกิดรัฐประหารครั้งนี้ได้ วันดีคืนดี ก็จะอารมณ์หงุดหงิดขึ้นมาอย่างแรง และด้วยความที่เป็นคน "หมกมุ่นกับอดีต" (ผมมักจะงงๆที่ใครชอบคิดว่า นี่เป็นเรื่องวิจารณ์ทางการเมืองได้? ปัญหาของวัฒนธรรมแบบไทยๆ ไม่ใช่คือการไม่ยอมคิดเรื่องอดีตเลย หรอกหรือ จึงทำให้คุณสามารถยกย่องบูชาใครก็ได้ ที่เมื่อวานนี้ หรือไม่กี่ปีนี้ ทำอะไรที่ไม่มีความน่ายกย่องบูชาเลย) ผมจึงใช้เวลาที่หงุดหงิด ทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้น ก่อนรัฐประหาร เว็บไซต์&lt;strong&gt;ประชาไท&lt;/strong&gt; ช่วยผมได้มาก ผมกลับไปดูข่าวเก่าๆตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2549 ที่กระแสแอนตี้ทักษิณขึ้นสูงอย่างกระทันหัน หลังการขายหุ้นชิน และพบอะไรที่น่าสนใจหลายอย่างมาก (เช่น ท่าทีของกลุ่มนักวิชาการมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนต่อทักษิณ ที่เปรียบเทียบกับท่าทีต่อรัฐประหารแล้ว ต้องนับว่าเหลือเชื่อ) หนึ่งในข่าวที่ผมเจอ คือ จดหมายเปิดผนึกของผมเอง ลงวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2549 ที่เสนอให้ สนนท.ถอนตัวจาก "พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย" ขออนุญาต นำข้อความมาเสนออีกครั้ง ดังนี้ (ดูที่ &lt;a href="http://www.prachatai.com/05web/th/home/page2.php?mod=mod_ptcms&amp;ContentID=2752&amp;SystemModuleKey=HilightNews&amp;SystemLanguage=Thai"&gt;&lt;strong&gt;ประชาไท&lt;/strong&gt;&lt;/a&gt; ความจริง จดหมายนี้ เริ่มเผยแพร่ทางอีเมล์ และโพสต์ที่บอร์ดของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ที่ปิดไปแล้ว ตั้งแต่วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2549)&lt;br /&gt;&lt;blockquote&gt;&lt;strong&gt;ถึง สนนท. : ถอนตัวออกจาก "พันธมิตรเพื่อประชาธิปไตย"&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ผมขอให้ใครที่สามารถทำได้ กรุณาหาทางถ่ายทอดข้อความต่อไปนี้ ผ่านไปยัง สนนท.&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ถึง สนนท.&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมขอเสนอให้ สนนท. ถอนตัวออกจาก "พันธมิตรประชาธิปไตย" &lt;strong&gt;ทันที &lt;/strong&gt;ไม่ว่า จังหวะก้าวต่อไปของ "พันธมิตร" จะเป็นอย่างไร ไม่ว่าการชุมนุมวันที่ 26 จะยังคง "เดินหน้าต่อไป" หรือ ยกเลิก หรือ ชุมนุมเพียงคืนเดียว ฯลฯ เพราะสิ่งที่ "พันธมิตร" ได้กำหนดไป ตั้งแต่ก่อนการประกาศยุบสภา (แสดงออกใน "แถลงการณ์ฯฉบับที่ 2") เป็น&lt;strong&gt;ความผิดพลาดอย่างร้ายแรง ขัดต่อหลักการประชาธิปไตยอย่างลึกซึ้ง&lt;/strong&gt; ด้วยเหตุผล 3 ประการ ดังนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ประการแรก&lt;/strong&gt; การประกาศความคิดชี้นำว่า "ไม่ชนะ ไม่เลิก" เป็นความคิดที่อันตรายและเขลาอย่างยิ่ง การต่อสู้ทางการเมืองไม่เกมส์ที่ "ผู้ชนะ" ได้ถ้วย หรือเงินไป การรณรงค์ที่ไม่สำเร็จในแง่ข้อเสนอ จึงสามารถถือได้ว่า เป็นการรณรงค์ที่มีคุณค่าได้ ("ชนะ" ในความหมายอีกแบบหนึ่ง)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"ไม่เลิก จนกว่าจะชนะ" ? "ไม่เลิก" แม้แต่ว่า หากเกิดสถานการณ์ที่จะเป็นอันตรายต่อผู้ร่วมชุมนุม ต่อประชาชนวงกว้าง และต่อประชาธิปไตย? "ไม่เลิก" แม้ว่า จะนำไปสู่สถานการณ์ให้กลุ่มอำนาจอื่นฉวยโอกาสเอาประโยชน์? คนที่ประกาศเช่นนี้แต่ต้น และยึดถือความคิดนี้เป็นตัวชี้นำ นอกจากอันตราย ขาดความรับผิดชอบแล้ว ยังเป็นการแสดงความเขลาในแง่นักยุทธวิธีทางการเมืองด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คำขวัญนี้ โดยเฉพาะในการตีความของกลุ่มสนธิ-จำลอง เป็นการคิดที่อันตราย ที่นำไปสู่ความคิด "ชัยชนะไม่ว่าด้วยราคาอะไร" (victory at any price) ผมเชื่อว่า คนเหล่านี้ พร้อมจะทำสิ่งที่เป็นผลร้ายต่อผู้ร่วมชุมนุม ต่อประชาธิปไตย เพียงเพื่อให้ข้อเรียกร้องของตนเป็นจริง (เหตุผลประการที่สอง ที่กำลังจะกล่าวถึงข้างล่าง ก็เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ &lt;u&gt;ในการชุมนุมวันที่ 4 ที่สนธิเรียกร้องให้ทหารออกมาจัดการกับทักษิณ ก็เช่นกัน คือ ขอให้ "ชนะ" วิธีการอย่างไรก็ได้ ไม่เช่นนั้น "ไม่เลิก"&lt;/u&gt;)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;(หลังเหตุการณ์ พฤษภา 35 เมื่อมีเสียงวิจารณ์เกี่ยวกับการตัดสินใจของกลุ่มจำลองที่นำขบวนเคลื่อนออกไปจากสนามหลวงในคืนวันที่ 16 โดยไม่ฟังเสียงคัดค้านจากนักศึกษาปัญญาชนที่ร่วมนำขบวนขณะนั้น หลังเหตุการณ์ได้มีผู้จัดสัมนาวงเล็กๆครั้งหนึ่ง (ปาจารยสาร เป็นเจ้าภาพ) โดยมี ชัยวัฒน์ สินสุวงศ์ และ ครูประทีป อึ้งทรงธรรม เข้าร่วมด้วย ทั้ง 2 คนนี้ เป็นผู้สนับสนุนการเคลื่อนขบวนของจำลองอย่างเต็มที่ เมื่อถูกตั้งคำถามเชิงวิจารณ์มากๆ ครูประทีปได้ พูดประโยคหนึ่ง ซึ่งผมยังจำได้ดี ทำนองนี้ "ดิฉันเป็นคนเกิดในสลัม โตในสลัม ประสบการณ์ชีวิตของดิฉัน ทำให้ดิฉันเป็นคนที่ ถ้าไม่สำเร็จแล้วไม่ทำ ถ้าทำต้องทำให้สำเร็จให้ได้" แม้จะเป็นการแสดงอารมณ์ความรู้สึกที่น่านับถือในแง่การดำเนินชีวิต แต่ในแง่การเมือง ผมเห็นว่า เป็นวิธีคิดที่น่ากลัว)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ประการที่สอง&lt;/strong&gt; ใน "แถลงการณ์ฯฉบับที่ 2" กลุ่ม "พันธมิตร" ได้เรียกร้องให้มีการตั้งนายกฯพระราชทานอย่างเปิดเผย (แม้จะยังไม่กล้าใช้คำนี้ตรงๆ) นี่เป็นสิ่งที่ผิดอย่างมาก มากพอจะให้ถอนตัวออกมา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ก่อนการเข้าร่วมกับกลุ่มสนธิ ตัวแทน สนนท. และ ครป. จะได้ประกาศว่า ไม่เห็นด้วยกับการเรียกร้องให้ "คืนพระราชอำนาจ" แต่ข้อเสนอที่ให้ตั้งนายกฯพระราชทานนี้ ในทางเป็นจริง ก็คือการ "คืนพระราชอำนาจ" นั่นเอง คำว่า "นิติประเพณี" ที่ใช้ใน "แถลงการณ์ฯฉบับที่ 2" นั้น เป็น "คำแฝง" ที่กลุ่มสนธิ ใช้มานาน หมายถึง "พระราชอำนาจ" นั่นเอง (ดูหนังสือของประมวล รุจนเสรี) นี่เป็นข้อเรียกร้องที่ผิด และยังเป็นการ “ผิดคำพูด” ที่ สนนท. เคยประกาศไว้เองด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;u&gt;มายาเรื่อง "นายกฯพระราชทาน"&lt;/u&gt;&lt;br /&gt;ผมไม่มีเวลา และคงไม่ใช่โอกาส ที่จะอธิบายประวัติศาสตร์การเมืองยุคใกล้อย่างละเอียด แต่อยากจะยืนยันว่า การตั้ง "นายกฯพระราชทาน" โดยหวังว่า จะให้เป็นผู้ "ปราศจากการครอบงำ แทรกแซง จากอิทธิพลของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด" ฯลฯ เป็นมายา (illusion) ผมเพียงขอพูดอย่างสั้นๆในที่นี้ว่า "นายกฯพระราชทาน" ในประวัติศาสตร์หาได้เป็นอย่างที่ภาพมายาวาดไว้แต่อย่างใด เช่น สัญญา ธรรมศักดิ์ ไม่ได้ประสบความสำเร็จในการสร้างประชาธิปไตย และช่วยเหลือประชาชน (ตัวอย่างเดียว : ขบวนการชาวนาสมัยใหม่ ที่เริ่มต้นด้วยการตั้ง สหพันธ์ชาวนาชาวไร่แห่งประเทศ ก็เก็ดขึ้นเพราะความผิดหวัง ในนโยบายของ "นายกฯพระราชทาน" คนนี้เอง) และ ผมคงไม่จำเป็นต้องเตือนว่า "นายกฯพระราชทาน" อย่าง ธานินทร์ กรัยวิเชียร ได้แสดง "ความสามารถ" ในการบริหารงานอย่างไร? หรือ มีนโยบายอย่างไรต่อประชาธิปไตย (การจับเหวี่ยงแหผู้ถูกกล่าวหาว่าเป็น "ภัยสังคม" ทั่วประเทศ ไม่ต้องพูดถึงมาตรการเผด็จอำนาจแบบสุดขั้วอื่นๆ) หรือแม้แต่กรณีเปรม หรือกรณีอานันท์ ปัญญารยชุนเอง เมื่อเป็นนายกฯ ที่ปัจจุบันมีการพยายามจะโฆษณาให้เชื่อว่า เป็นตัวอย่างของนายกฯพระราชทานที่ดี ซึ่งล้วนเป็นการสร้าง มายา ทั้งสิ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;u&gt;ที่สำคัญ ความคิดนี้ ขัดแย้งอย่างลึกซึ้ง ต่อประชาธิปไตย ต่อเจนารมณ์ 2475, 14 ตุลา 6 ตุลา ซึ่งขบวนการนักศึกษาเป็นผู้รับมรดกสืบทอด&lt;/u&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ประการสุดท้าย&lt;/strong&gt; ในกลุ่มผู้ตัดสินใจสูงสุดของการชุมนุมวันที่ 26 (และหลังจากนั้น?) ทำไมไม่มีตัวแทน สนนท.เลย? มองในแง่การมี "ฐานที่แท้จริง" (เป็นตัวแทนของคนอื่นมากกว่าตัวเอง) แม้จะรู้กันว่า สนนท.จะไม่ใช่องค์กรมวลชนจริงๆ แต่อย่างน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับคนอย่าง สมเกียรติ พงศ์ไพบูลย์ หรือสมศักดิ์ โกศัยสุข หรือ พิภพ ธงไชย ไม่สามารถพูดได้หรือว่า สนนท. ยังมี "ฐาน" ที่เป็นจริง หรือ "ความชอบธรรมในฐานะการเป็นตัวแทน" มากกว่าคนเหล่านั้น? (ไม่น้อยกว่าแน่นอน) เหตุที่ไม่มี ตัวแทน สนนท. เพราะอะไร? ระบบอาวุโส? &lt;strong&gt;ในความเป็นจริง "แถลงการณ์ฯฉบับที่ 2" ได้แสดงให้เห็นว่า "พันธมิตรประชาธิปไตย" ได้เป็นเพียง "ฉากบังหน้า" ให้กับกลุ่มสนธิ-จำลอง เท่านั้น&lt;/strong&gt; การเข้าร่วมของ สนนท. เพียงแต่ "สร้างภาพ" ให้กับการเคลื่อนไหวของ สนธิ-จำลอง ซึ่งมีวาระ, เนื้อหา, และจุดมุ่งหมาย ที่แอนตี้ประชาธิปไตยอย่างลึกซึ้งเท่านั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ได้โปรดถอนตัวออกจาก "พันธมิตรประชาธิปไตย" แต่บัดนี้&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;หากต้องการเคลื่อนไหวคัดค้านทักษิณ สร้างขบวนการของตัวเอง หรือหากจะร่วมมือ ก็ร่วมมือกับผู้อื่นที่มีความเชื่อมั่นในหลักการประชาธิปไตย ที่มีความห่วงใยและ เคารพต่อประชาชนอย่างแท้จริง&lt;/strong&gt;&lt;/blockquote&gt;ไอเดียผมในตอนนั้น คือ ทำอย่างไรที่จะ "หยุด" กระแสแอนตี้ทักษิณของกลุ่ม "พันธมิตร" ที่กำลังเริ่มขึ้นสูง ความหวังของผมคือ ถ้า สนนท. ซึ่งการเข้าไปร่วมกัน "พันธมิตร" มีลักษณะ "high profile" ไม่น้อย (ขอให้นึกถึงกระแส "ชู" เลขาหญิง สนนท. ในตอนนั้น) ประกาศถอนตัวออกมา ก็มีโอากาสที่จะทำให้สาธารณะมองเห็นด้านที่มีลักษณะปฏิกิริยาของกลุ่มพันธมิตรที่นำโดยสนธิ-จำลอง (ซึ่งขณะนั้นเรียกร้องการรัฐประหารจริงๆ - คำพูดของคนอย่างสุริยใส ในระยะหลังๆที่ว่าตัวเองไม่เห็นด้วยกับรัฐประหาร เป็นการโกหกแบบโง่ๆ)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ตอนนั้น มีนักวิชาการที่มีชื่อเสียงมากคนหนึ่ง เขียนถึงผมว่า ข้อเสนอนี้มัน "ไปไกลเกินไป" (going too far) ขณะที่นักวิชาการที่มีชื่อเสียงมากอีกคนหนึ่ง ก็มาเปิดเผยหลังช่วงนั้นไม่นานว่า เขาตั้งเป็นปณิธานในใจว่า จะไม่ทำอะไรที่ทำให้ "พันธมิตร" อ่อนกำลังลง (แม้จะ "ไม่เห็นด้วยหลายอย่าง")&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความจริง หลังจดหมายนี้แล้ว ผมยังได้ยืนยันในข้อเขียนอื่นว่า ถ้าคุณผลักการเคลื่อนไหวไปเรื่อยๆโดยไม่มีทางเลือกให้โดยแท้จริง ("ไม่เอาทักษิณ ไม่เอานายกฯพระราชทาน" จะเอาใคร? "พวกคุณไม่มี candidate ของตัวเอง") คุณก็มีแต่ซ้ำรอยสมัย 2500 ที่เปิดทางให้ "กลุ่มที่สาม" เข้าครองอำนาจแทนเท่านั้น (ดูตัวอย่างกระทู้ "&lt;a href="http://www.prachatai.com/05web/th/home/page2.php?mod=mod_ptcms&amp;ContentID=2924&amp;SystemModuleKey=HilightNews&amp;SystemLanguage=Thai"&gt;ถึงผู้ที่กล่าวว่า ต่อต้านทักษิณ และ ต่อต้านนายกฯพระราชทาน (นิธิ เอียวศรีวงศ์, มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน, เว็บไซต์ประชาไท, สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย - สนนท. ฯลฯ)&lt;/a&gt;" โพสต์เมื่อ 9 มีนาคม 2549 และกระทู้ "&lt;a href="http://www.prachatai.com/05web/th/home/page2.php?mod=mod_ptcms&amp;ContentID=2931&amp;SystemModuleKey=HilightNews&amp;SystemLanguage=Thai"&gt;deja vu ทักษิณ v นายกพระราชทาน, พิบูล-เผ่า v สฤษดิ์&lt;/a&gt;" โพสต์เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2549  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;u&gt;แต่ตอนนั้น &lt;strong&gt;ทุกคน&lt;/strong&gt;อยู่ในภาวะที่ "เลือดเข้าตา" อยากเอาทักษิณออกทั้งนั้น ทั้งๆที่ไม่มีข้อเสนอหรือทางออกอื่น (นอกจากอำนาจนอกรัฐธรรมนูญ)&lt;/u&gt; (ขอให้ลองอ่านความเห็นของคุณชูวัส บ.ก.ประชาไท ในกระทู้หลังด้วย น่าสนใจอย่างมากเมื่ออ่านย้อนหลัง ตอนนั้น ชูวัสถึงกับต้องมาขอให้ใครๆอ่านกระทู้ผมอย่าง "ลองเปิดใจและพิจารณาข้อเขียนของ อ.สมศักดิ์ อย่างปราศจากอคติดูบ้าง ลองดูเถอะครับ" และยังต้องออกตัวว่า "อันนี้เป็นความเห็นส่วนตัวนะครับ" ในความเห็นของผม นี่เป็นการสะท้อนด้านกลับว่า บรรยากาศในหมู่ผู้อ่าน (หรือคนทำ?) ประชาไท เองมีลักษณะ "เลือดเข้าตา" เพียงใด ถึงกับต้องมาขอร้องกันแบบนี้!)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จนบัดนี้ ผมยังเชื่อว่า ตั้งแต่ปลายเดือนกุมภา คือก่อนรัฐประหารถึง 7 เดือน มีความเป็นไปได้ที่จะหยุดสถานการณ์ที่ภายหลังเปิดทางให้รัฐประหารได้ (แน่นอน ผมใช้คำว่า "มีความเป็นไปได้" เท่านั้น ไม่มีใครประกันได้แท้จริง นี่เป็นเรื่องการปฏิบัติ) &lt;u&gt;ปัญหาคือ บรรดานักวิชาการปัญญาชนสำคัญๆของเรา &lt;strong&gt;แม้แต่คนที่ตอนนี้ออกมาคัดค้านรัฐประหารอย่างแข็งขัน&lt;/strong&gt; ไม่มีใครเลยที่คิดจะ "ยอม" หยุดกระแส "แอนตี้ทักษิณ" ในตอนนั้น.....&lt;/u&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ในความเห็นของผม ขณะที่ตอนนี้ควรต้องตั้งคำถามกับบรรดาผู้ที่ให้การสนับสนุนทั้งแบบตรงๆและแบบแอบๆอายๆต่อการรัฐประหารหลังเกิดรัฐประหารแล้ว สิ่งที่จำเป็นอย่างมากเช่นกันก็คือ ตั้งคำถามกับคนที่ขณะนี้กำลังออกมาวิจารณ์รัฐประหารเองด้วยว่า ก่อนรัฐประหารนั้น ท่าทีทางการเมืองของพวกเขาเป็นอย่างไร มีส่วนผิดพลาด ที่ทำให้ง่ายต่อการสร้างสถานการณ์สำหรับการรัฐประหารอย่างไร&lt;/strong&gt; &lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;/p&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2752561975561296815-4618554229761526502?l=somsakcouppostings.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2752561975561296815/posts/default/4618554229761526502'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2752561975561296815/posts/default/4618554229761526502'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://somsakcouppostings.blogspot.com/2006/12/blog-post.html' title='ความรับผิดชอบต่อการรัฐประหาร'/><author><name>somsak jeamteerasakul</name><uri>http://www.blogger.com/profile/14268134662317735521</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='28' height='32' src='http://2.bp.blogspot.com/_gl9__ug11T0/SMKGqP-9vAI/AAAAAAAAADw/DGuuiEFmCxs/S220/somsak.jpg'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2752561975561296815.post-49496276134242636</id><published>2006-11-25T22:36:00.000-08:00</published><updated>2007-02-02T19:21:37.839-08:00</updated><title type='text'>เกษียร ประเมินบทบาท นิธิ (และตัวเอง) ก่อนรัฐประหาร โดยเฉพาะในประเด็นสถาบันกษัตริย</title><content type='html'>(24 พฤศจิกายน 2549)&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;ในการสัมมนาที่เชียงใหม่ในเดือนมิถุนายน ที่ &lt;strong&gt;ฟ้าเดียวกัน&lt;/strong&gt; นำมาตีพิมพ์ในฉบับ "โครงการเปลี่ยนประเทศไทย" เกษียร ได้กล่าวประเมินถึงท่าทีทางการเมืองของตัวเขาเองและของนิธิในระยะเวลาที่ผ่านมา ในส่วนที่เกี่ยวกับ สิ่งที่ McCargo เรียกว่า Network Monarchy ข้อสังเกตตอนนี้ของเกษียร เป็นข้อสังเกตที่ผมเห็นว่าแหลมคมยอดเยี่ยมอย่างยิ่ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;( &lt;u&gt;note:&lt;/u&gt; ความจริง เกษียรเป็นคนที่ผมถือว่า สรุป-จับประเด็นทางการเมือง-ทฤษฎี ได้อย่างแหลมคมยอดเยี่ยมที่สุดคนหนึ่งในไม่กี่คนของยุคนี้ (ด้วยเหตุนี้ ในระยะหลังๆ ก่อน รปห. ผมจึงใช้ความพยายามที่จะตามอ่านบทความเกษียรในมติชนอย่างสม่ำเสมอ มากกว่าบทความนิธิ ซึ่งผมรู้สึกมีแต่ plot เก่าๆ ผมอ่านบ้างไม่อ่านบ้าง จนหลัง รปห.จึงกลับมาอ่านใหม่ เรื่องนี้ผมไม่ได้พูดเล่นๆ แม้แต่ในกรณีที่ออกจะส่วนตัว - ผมขอให้ดูคำนำในหนังสือประจักษ์, ข้อสังเกตในการวิจารณ์บทความสายชลปีกลาย เรื่องความแตกต่างระหว่างธงชัย, ผม กับเขาเอง, นิธิ และสายชล ก็แหลมคมอย่างยิ่ง) แต่ปัญหาของเกษียรในความเห็นของผม ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญอย่างยิ่ง คือ เรื่องการเมือง คือ เมื่อจับประเด็นได้ หรือ ทั้งๆที่จับประเด็นได้ แต่มักจะเลือกการเมืองที่แย่ เรื่องนี้ ทำให้ผมมักจะคิด และเคยพูดในห้องเรียนหลายครั้ง โดยเฉพาะห้องเรียนวิชาประวัติศาสตร์รัสเซียที่ผมสอนว่า เกษียร ทำให้ผมนึกถึง Bukharin มีลักษณะหลายอย่างมากที่เหมือนกัน โดยเฉพาะด้าน &lt;strong&gt;high intellect, bad politics&lt;/strong&gt; ของทั้งคู่ (ไม่นับประเด็นอื่นๆ เช่น ลักษณะ loyalty ต่อบางคน ลักษณะ sensitive ต่อด้านที่เป็นเชิงอารมณ์แบบ human emotions) และที่เหมือน ฺBukharin คือ เกษียร มักใช้ความสามารถอย่างสูงของตัว ไปรับใช้ cause ที่แย่ หรือกระทั่งไปทำให้ cause ที่แย่ "ดูดี" ขึ้นกว่าที่ตัวมันเองเป็น (ผมเคยพูดกึ่งเล่นกึ่งจริงหลายครั้งว่า ถ้ามีโอกาสอยากจะเขียนบทความทำนอง "เกษียร กับ บูคาริน")... ตัวอย่างที่กำลังจะพูดถึงเป็นเรื่องหนึ่ง)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นี่คือคำพูดของเกษียร (เน้นคำของผม) :&lt;blockquote&gt;ผมคิดว่าพันธมิตรระหว่างขบวนการประชาชนกับสถาบันกษัตริย์ก่อตัวในช่วงสิบปีหลังพฤษภาฯ 2535 ...[ &lt;u&gt;note&lt;/u&gt; นี่เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ผมเห็นด้วยอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในด้านที่ค้านกับการที่ธงชัยพยายามเน้นย้อนหลังกลับไปที่ 14 ตุลา - สมศักดิ์] ....สิ่งที่เรียกว่า monarchical network หรืออาจแปลเป็นไทยเพื่อความเข้าใจได้ว่า "เครือข่ายในหลวง" เครือข่ายนี้ได้ผ่านการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจในช่วงสิบปีหลังพฤษภาฯ 2535 คือปรากฏปีกเสรีนิยมที่รวมตัวกันเข้มข้นขึ้นมา ถ้าพูดถังตัวบุคคลคือ คุณอานันท์ ปัญญารชุน หมอประเวศ วะสี พออ่านมาถึงตอนนี้ผมก็ฉุกคิดว่าอาจครอบคลุมถึง อ.นิธิ เอียวศรีวงศ์ และมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนด้วย &lt;strong&gt;ทั้งนี้ไม่ว่าความรับรู้หรือเจตนาสำนึกทางอัตวิสัยจะเป็นเช่นใด &lt;/strong&gt;ทว่าเครือข่ายความสัมพันธ์ทางภววิสัยได้พ่วงพาเข้ามาอยู่ใน liberal monarchical network ด้วย.... &lt;u&gt;ดังนั้น พันธมิตรดังกล่าวไม่ได้เพิ่งมาก่อตัวเมื่อจัดตั้ง 'พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย' ต้นปีนี้นะครับ หากมีการปูพื้นมานานกว่าที่จะเดินมาถึงจุดนี้ และเมื่อมาย้อนคิดดู &lt;strong&gt;พูดตรงๆ ถ้าสิบปีที่ผ่านมา ผมไม่ไปร่วมกลุ่มนี้แล้ว จะให้ไปร่วมกลุ่มไหน?&lt;/strong&gt;&lt;/u&gt;&lt;/blockquote&gt;นี่เป็นประเด็นที่สำคัญมากในทัศนะของผม นิธิเอง หรือคนอื่นๆที่ชืนชมนิธิอีกมาก อาจจะไม่ยอมรับ หรือมองไม่เห็นประเด็นที่เกษียรเสนอ (ดูที่ผมทำตัวหนาครั้งแรกข้างต้น ["ทั้งนี้ไม่ว่า..."] ซึ่งผมเห็นว่าเป็นตัวอย่างของความแหลมคมของข้อเสนอนี้) แต่ผมเห็นว่า ถ้าจะสรุปให้แหลมคม และ disregard ประเด็นย่อยๆ หรือท่าทีเฉพาะบางครั้งบางเวลา งานเขียนของนิธิในช่วงก่อนรัฐประหาร มีลักษณะอย่างที่เกษียรสรุปนี้จริง คือ อยู่ในกลุ่มปัญญาชนที่แชร์ร่วมกับราชสำนัก ด้านที่แอนตี้นักการเมือง การเมืองแบบการเลือกตั้ง และด้านที่เน้นเชิง "คุณธรรม" "จริยธรรม" "ราษฎร" "ชาวบ้าน" แม้ว่า นิธิจะมีวิธีอธิบายเรื่องเหล่านี้ได้ละเอียดอ่อน และ sensitive ต่อประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม เหนือกว่าประเวศอย่างมหาศาล แต่โดยรวมแล้ว ด้านที่นิธิแชร์การเมืองกับประเวศ (และเกษียร) และราชสำนัก เป็นสิ่งที่เป็นจริงอย่างแน่นอน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เรื่องนี้ผมเห็นว่าสำคัญต่อการเข้าใจ และอธิบายท่าทีของนิธิต่อการรัฐประหาร และยังมีนัยยะสำคัญต่อความเข้าใจสิ่งที่เราอาจเรียกว่า "ภูมิหลังทางอุดมการและทางภูมิปัญญา" ของการรัฐประหารครั้งนี้ ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่จู่ๆก็เกิดขึ้นแบบลอยๆ หรือกระทั่งเป็นปัญหาในเชิงการ "ปรับตัว" แบบ pragmatic กับสิ่งที่เกิดขึ้น ในแง่นี้ การเรียกท่าทีทำนองนี้ว่า pragmatic จึงทำให้หลงทางได้ เพราะอันที่จริง ท่าทีทำนองนี้ "ผุด" (spring) จากรากฐานเชิงอุดมการ-ความคิด ที่มีลักษณะของ "หลักการ" มากกว่าเรื่องของการ "ปรับตัว" อย่างที่คำว่า pragmatic ชวนให้เข้าใจ ......&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ข้อความของเกษียรที่ผมยกมา ยังยืนยันในประเด็นที่ผมพูดถึงเกษียรข้างต้นเรื่อง high intellect, bad politics เพราะในย่อหน้าเดียวนี้ ได้สะท้อนทั้งด้านความสามารถในการตั้งข้อสังเกต และสรุปรวบยอด กลั่นกรองเป็นประเด็นที่แหลมคมออกมา ขณะเดียวกัน ประโยคสุดท้าย ที่ว่า " พูดตรงๆ ถ้าสิบปีที่ผ่านมา ผมไม่ไปร่วมกลุ่มนี้แล้ว จะให้ไปร่วมกลุ่มไหน? " ก็เป็นการสะท้อนสิ่งที่ผมเรียกว่า bad politics ข้างต้น ที่วา "เมื่อจับประเด็นได้ หรือ ทั้งๆที่จับประเด็นได้ แต่มักจะเลือกการเมืองที่แย่"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;..............&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;(ยังมีต่อ ?)&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;/p&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2752561975561296815-49496276134242636?l=somsakcouppostings.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2752561975561296815/posts/default/49496276134242636'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2752561975561296815/posts/default/49496276134242636'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://somsakcouppostings.blogspot.com/2006/11/blog-post_3878.html' title='เกษียร ประเมินบทบาท นิธิ (และตัวเอง) ก่อนรัฐประหาร โดยเฉพาะในประเด็นสถาบันกษัตริย'/><author><name>somsak jeamteerasakul</name><uri>http://www.blogger.com/profile/14268134662317735521</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='28' height='32' src='http://2.bp.blogspot.com/_gl9__ug11T0/SMKGqP-9vAI/AAAAAAAAADw/DGuuiEFmCxs/S220/somsak.jpg'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2752561975561296815.post-3563982618246823972</id><published>2006-11-25T21:16:00.000-08:00</published><updated>2007-02-02T19:22:04.278-08:00</updated><title type='text'>เกี่ยวกับการที่ "ฟ้าเดียวกัน" ฉบับพิเศษ รัฐประหาร 19 กันยา ไม่มีบทความของผม</title><content type='html'>(23-24 พฤศจิกายน 2549)&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;สืบเนื่องจาก&lt;a href="http://somsakcouppostings.blogspot.com/2006/11/19_25.html"&gt;กระทู้&lt;/a&gt;ที่ผมเขียนแลกเปลี่ยนกับ "บ.ก.ลายจุด" (23 พฤศจิกายน 2549) และได้พาดพิงถึงท่าทีของกลุ่ม&lt;span style="FONT-WEIGHT: bold"&gt;ฟ้าเดียวกัน&lt;span style="FONT-WEIGHT: bold"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt; ซึ่งผมมองว่ามีลักษณะเดียวกัน ที่ผมเรียกว่า "ปัญญาชน 2 ไม่เอา" พร้อมกันนั้น ผมได้เขียนไปว่า &lt;blockquote&gt;ผมได้แต่หวังว่า ใน &lt;span style="FONT-WEIGHT: bold"&gt;ฟ้าเดียวกัน&lt;/span&gt; "ฉบับพิเศษ" รัฐประหาร จะได้อภิปรายปัญหาเหล่านี้ ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญทางประวัติศาสตร์และทางการเมือง แต่เมื่อมองจากรายชื่อคนเขียนที่โฆษณาไว้แล้ว ดูเหมือนความหวังนี้ คงจะเป็นหมันเสียมากกว่า ซึ่งนับว่าน่าเสียดายมาก&lt;/blockquote&gt;&lt;br /&gt;คุณธนาพล อิ๋วสกุล บ.ก.&lt;span style="FONT-WEIGHT: bold"&gt;ฟ้าเดียวกัน&lt;/span&gt; ได้เขียนตอบ (23 พฤศจิกายน 2549) ดังนี้ &lt;blockquote&gt;เรียนอ.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมคิดว่าประเด็นที่อาจารย์ยกขึ้นมาคนที่อภิปรายเรื่องนี้ดีที่สุดคือ ตัวอาจารย์เอง ผมคิดว่าใน&lt;span style="FONT-WEIGHT: bold"&gt;ฟ้าเดียวกัน&lt;/span&gt;ฉบับพิเศษ หรือฉบับอื่นเรายังเปิดกว้างรับความเห็นอยู่ครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อีกเหตุผลหนึ่งที่อาจารย์ควรจะเขียนบทความชิ้นนี้ออกมา(ไม่ว่าจะลง&lt;span style="FONT-WEIGHT: bold"&gt;ฟ้าเดียวกัน&lt;/span&gt;หรือลงที่อื่นก็ตาม) เพราะจะได้เป็นสิ่งที่ให้คนอื่นๆ ร่วมถกเถียงกับอาจารย์ด้วย ที่พูดอย่างนี้ไม่ใช่ไม่เห็นความสำคัญของการโพสต์ในเว็บบอร์ดนะครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ธนาพล&lt;/blockquote&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมจึงได้โพสต์ข้อความต่อไปนี้ตอบ (24 พฤศจิกายน 2549) :&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;blockquote&gt;&lt;u&gt;&lt;span style="FONT-WEIGHT: bold"&gt;เกี่ยวกับ ฟ้าเดียวกัน ฉบับพิเศษ และ ผม&lt;/span&gt;&lt;/u&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความจริง เมื่อ&lt;span style="FONT-WEIGHT: bold"&gt;ฟ้าเดียวกัน&lt;/span&gt; ริเริ่มจะทำ "ฉบับพิเศษ รปห. 19 กันยา" ได้ติดต่อขอบทความเก่าผมเรื่องหนึ่งเพื่อไปตีพิมพ์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมได้ตอบไปว่า บทความเรื่องนั้น ผมยังไม่ต้องการตีพิมพ์ซ้ำ เนื่องจาก อยากจะแก้ไขให้สมบูรณ์ก่อนตีพิมพ์ใหม่ (ซึ่งยังไม่พร้อมจะทำขณะนี้)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่สำคัญผมได้แจ้งให้ทราบว่า &lt;blockquote&gt;"หาก &lt;span style="FONT-WEIGHT: bold"&gt;ฟ้าเดียวกัน&lt;/span&gt; จะทำฉบับเรื่อง รปห.19 กันยา ผมออกจะแปลกใจไม่น้อยที่พวกคุณขอบทความนี้ [คือบทความเก่านั้น] จากผม.....เพราะความจริง ในหลายวันที่ผ่านมา ผมได้เขียนและโพสต์เกี่ยวกับกรณีรปห.ครั้งนี้ไว้มากมาย ดังนั้น หากจะต้องการความเห็นผมที่เกี่ยวกับ 19 กันยา โดยตรง ผมก็ขอเสนอให้ตีพิมพ์ข้อความที่โพสต์เหล่านั้น"&lt;/blockquote&gt;ทาง &lt;span style="FONT-WEIGHT: bold"&gt;ฟ้าเดียวกัน&lt;/span&gt; ได้ตอบกลับมาทำนองว่า ถ้าผมมีบทความอะไรอยากตีพิมพ์ในฉบับพิเศษ ก็ขอให้ส่งต้นฉบับภายในเมื่อนั้นเมื่อนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมเองออกจะแปลกใจในคำตอบดังกล่าว เพราะได้บอกไปชัดเจนว่า มีที่อยากตีพิมพ์อยู่ คือข้อความที่โพสต์ๆเหล่านั้น ซึ่งหาก &lt;span style="FONT-WEIGHT: bold"&gt;ฟ้าเดียวกัน&lt;/span&gt; ต้องการจะตีพิมพ์ ก็เพียงแต่นำต้นฉบับจากเว็บบอร์ด หรือจาก blog ของผม ไปตีพิมพ์ได้เลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมจึงเขียนย้ำไปอีกว่า &lt;blockquote&gt;"มีอยู่อย่างเดียวที่ผมอยากพิมพ์ใน &lt;span style="FONT-WEIGHT: bold"&gt;ฟ้าเดียวกัน&lt;/span&gt; ตอนนี้ คือพวกที่โพสต์ไปนั่นแหละ หาก [&lt;span style="FONT-WEIGHT: bold"&gt;ฟ้าเดียวกัน&lt;/span&gt;] ไม่ต้องการพิมพ์ ก็คงไม่มีอย่างอื่นอีก"&lt;/blockquote&gt;ซึ่งผมคิดว่า น่าจะชัดเจนว่า ผมมี "ต้นฉบับ" เสนอให้พิมพ์จริงๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่หลังจาก ผมตอบย้ำไปเช่นนั้น ก็ไม่ได้รับการติดต่อเรื่องฉบับพิเศษนั้นกลับมาอีก ผมจึงเข้าใจว่า &lt;span style="FONT-WEIGHT: bold"&gt;ฟ้าเดียวกัน&lt;/span&gt; ไม่ต้องการจะพิมพ์ "ต้นฉบับ" ที่ผมเสนอไป ซึ่งย่อมเป็นสิทธิ และดุลยพินิจของ &lt;span style="FONT-WEIGHT: bold"&gt;ฟ้าเดียวกัน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประเด็นที่ผมเขียนในกระทู้แลกเปลี่ยนกับ "บ.ก.ลายจุด" ความจริงก็เป็นประเด็นที่ขยายเพิ่มเติมจากกระทู้รัฐประหารที่ผมได้โพสต์ไปแล้ว และเสนอให้ตีพิมพ์เหล่านั้นนั่นเอง (คำถามของผมโดยตลอด ตั้งแต่ก่อนรัฐประหารก็ยังคงเดิมคือ ถ้าพวกคุณ "2 ไม่เอา" คือ "ไม่เอาทักษิณ ไม่เอานายกฯพระราชทาน" หรือที่ บ.ก.ลายจุด มาเขียนใหม่ว่า "ไม่เอาทักษิณ ไม่เอารถถัง" พวกคุณจะเอาอะไร?)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดังนั้น จึงออกจะแปลกใจอยู่ที่ คุณธนาพล แห่ง &lt;span style="FONT-WEIGHT: bold"&gt;ฟ้าเดียวกัน&lt;/span&gt; เขียนว่า ผม "ควรจะเขียนบทความชิ้นนี้ออกมา" เพราะผมก็นึกว่า ได้เขียนไปไม่น้อยแล้ว และได้เสนอให้พิจารณาไปแล้ว&lt;/blockquote&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ครั้งนี้ คุณธนาพล ได้เขียนตอบ (24 พฤศจิกายน 2549) ว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;blockquote&gt;เรียนอ.สมศักดิ์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมคิดว่าคงมีความเข้าใจที่ผิดพลาดบางประการในการสื่อสารเกี่ยวกับเรื่องบทความ ของอาจารย์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตอนที่อาจารย์เสนอว่าให้นำข้อความใน "เว็บบอร์ด" มาตีพิมพ์นั้นผมก็สนใจ แต่ผมเข้าใจว่าอาจารย์จะเอาไป "เรียบเรียง" มาให้เป็นบทความแต่ดูเหมือนอาจารย์จะยืนยันว่าให้เอา ที่เป็นกระทู้นั่นแหละมาตีพิมพ์ ผมจึงต้องปฏิเสธไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เหตุผลก็คือ ในแง่ของการจัดพิมพ์หนังสือ ผมค่อนข้างจะลำบากใจพอสมควรที่จะเอา ข้อความที่โพสต์ในเว็บบอร์ดไปตีพิมพ์โดยตรง เนื่องจากธรรมชาติของการเขียนไม่เหมือนกัน&lt;br /&gt;(แต่ไม่ได้บอกว่าการเขียนความเห็นโพสต์ในเว็บบอร์ดไม่สำคัญ หรือไม่มีประโยชน์)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดังนั้นเมื่ออาจารย์บอกว่า &lt;blockquote&gt;“ผมได้แต่หวังว่า ใน &lt;span style="FONT-WEIGHT: bold"&gt;ฟ้าเดียวกัน&lt;/span&gt; "ฉบับพิเศษ" รัฐประหาร จะได้อภิปรายปัญหาเหล่านี้ ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญทางประวัติศาสตร์และทางการเมือง แต่เมื่อมองจากรายชื่อคนเขียนที่โฆษณาไว้แล้ว ดูเหมือนความหวังนี้ คงจะเป็นหมันเสียมากกว่า ซึ่งนับว่าน่าเสียดายมาก”&lt;/blockquote&gt;ผมจึงบอกไปว่า &lt;blockquote&gt;”ประเด็นที่อาจารย์ยกขึ้นมาคนที่อภิปรายเรื่องนี้ดีที่สุดคือ ตัวอาจารย์เอง ผมคิดว่าในฟ้าเดียวกันฉบับพิเศษ หรือฉบับอื่นเรายังเปิดกว้างรับความเห็นอยู่ครับ&lt;br /&gt;อีกเหตุผลหนึ่งที่อาจารย์ควรจะเขียนบทความชิ้นนี้ออกมา(ไม่ว่าจะลงฟ้าเดียวกันหรือลงที่อื่นก็ตาม) เพราะจะได้เป็นสิ่งที่ให้คนอื่นๆ ร่วมถกเถียงกับอาจารย์ด้วย”&lt;/blockquote&gt;แต่ถ้ามีอะไรทื่ทำให้เข้าใจผิด ก็ขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ธนาพล&lt;/blockquote&gt;&lt;br /&gt;ผมจึงเขียนตอบกลับอีกครั้ง (24 พฤศจิกายน 2549) ดังนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;blockquote&gt;เรียน คุณธนาพล และ &lt;span style="FONT-WEIGHT: bold"&gt;ฟ้าเดียวกัน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขอบคุณอย่างสูงที่กรุณาชี้แจงมา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อันที่จริง จากที่กล่าวมา แสดงว่า เราไม่ได้มีความเข้าใจผิดในการสื่อสารแต่อย่างใด กล่าวคือ ผมเสนอให้ตีพิมพ์กระทู้ต่างๆของผมที่โพสต์เกี่ยวกับรัฐประหาร ("มีอยู่อย่างเดียวที่ผมอยากพิมพ์ใน &lt;span style="FONT-WEIGHT: bold"&gt;ฟ้าเดียวกัน&lt;/span&gt; ตอนนี้ คือพวกที่โพสต์ไปนั่นแหละ หาก [&lt;span style="FONT-WEIGHT: bold"&gt;ฟ้าเดียวกัน&lt;/span&gt;] ไม่ต้องการพิมพ์ ก็คงไม่มีอย่างอื่นอีก") และทาง &lt;span style="FONT-WEIGHT: bold"&gt;ฟ้าเดียวกัน&lt;/span&gt; ตัดสินใจว่า ไม่สามารถพิมพ์ได้ ("เหตุผลก็คือ ในแง่ของการจัดพิมพ์หนังสือ ผมค่อนข้างจะลำบากใจพอสมควรที่จะเอา ข้อความที่โพสต์ในเว็บบอร์ดไปตีพิมพ์โดยตรง...") ซึ่งดังที่ผมกล่าวแล้วข้างต้นว่า "ย่อมเป็นสิทธิ และดุลยพินิจของ &lt;span style="FONT-WEIGHT: bold"&gt;ฟ้าเดียวกัน&lt;/span&gt;"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่างไรก็ตาม ในความเห็นของผม ผมไม่ค่อยแน่ใจ หรือสามาถเห็นด้วยได้นัก กับการมองว่า บทความ กับ กระทู้มี "ธรรมชาติของการเขียนไม่เหมือนกัน" &lt;u&gt;โดยเฉพาะ สำหรับผม ในกรณีเรื่องรัฐประหารนี้ กระทู้หลายกระทู้ที่ผมเขียนไป ผมรู้สึกชอบมากกว่าบทความหลายบทความที่เคยเขียน และในการประเมินของผมเอง ในแง่เนื้อหา ประเด็น และคุณภาพ ก็อยู่ในระดับที่ไม่น้อย หรือมากกว่า บทความทั้งทีตัวเองเขียนในเรื่องอื่นๆ และ &lt;span style="FONT-WEIGHT: bold"&gt;"บทความ" ที่คนอื่นเขียน ในกรณีรัฐประหาร&lt;/span&gt;&lt;/u&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ด้วยความนับถือ&lt;br /&gt;สมศักดิ์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมขออนุญาต ยกตัวอย่าง เพื่อความ "บันเทิง" (และ สาระ) ตัวอย่างหนึ่ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่ว่าเพื่อความ "บันเทิง" ก็เพราะเมื่อไม่นานมานี้ มี&lt;a href="http://www.midnightuniv.org/forum/index.php?topic=1438.0"&gt;ใครก็ไม่ทราบ&lt;/a&gt; ไป nominate คำพูดจากกระทู้หนึ่งของผมที่ว่า "ปัญญาชนสาธารณะทั้งหลาย 'มึง' ควรละอายใจตัวเอง" ว่าเป็น "คำพูดแห่งปี"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความจริง ผมไม่สนใจในแง่ "คำพูดแห่งปี" อะไรนั่น แต่อดรู้สึกชอบใจไม่ได้ เพราะผมเองชอบ&lt;a href="http://somsakcouppostings.blogspot.com/2006/09/blog-post_9196.html"&gt;กระทู้นั้น&lt;/a&gt;จริงๆ แน่นอน ในแง่หนึ่ง กระทู้ดังกล่าว อาจจะดูไม่เป็น "บทความ" อย่างที่บางคนเขียนๆกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ประเด็นที่กระทู้นั้น "ฟันธง" ให้เห็นว่า &lt;span style="FONT-WEIGHT: bold"&gt;นักวิชาการชั้นนำของเรา ในระหว่างรัฐบาลเลือกตั้ง-นักการเมือง อยู่ในอำนาจ ใช้ถ้อยคำประเภท "กู" "มึง" "อัปรีย์" กับคนเหล่านั้น แต่พอคณะรัฐประหารขึ้นมา กลับมีทีท่า "หน่อมแน้ม" (timid) อย่างที่เห็นอยู่ เป็นอะไรที่สมควรละอายใจอย่างยิ่ง&lt;/span&gt; นี่เป็นประเด็นที่สำคัญหรือไม่ (และมีนัยยะให้ตั้งคำถามกับบทบาททั้งหลายของปัญญาชนในระยะที่ผ่านมา) ผมเห็นว่าเป็น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส่วนการนำเสนอในลักษณะที่ผมทำในกระทู้ดังกล่าว ถ้า "ทำให้เป็นบทความ" จะต่างกัน?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อาจจะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ทำไมต้องทำให้ต่างกัน? ทำไมการนำเสนอในลักษณะนั้นทำไม่ได้? เมื่อคำนึงถึงลักษณะน่าละอายอย่างยิ่งนั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกจากประเด็นที่เพิ่งยกมานี้แล้ว "มีประเด็น" อะไรอีก? นี่คือ "ตัวอย่าง" ของประเด็นที่ผมเสนอ/วิพากษ์ในกระทู้เหล่านั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"วาทกรรมแอนตี้เลือกตั้ง", "เลือกตั้งตัดสินอะไรไม่ได้", "ว่าด้วยคำว่า ระบอบทักษิณ", "2 ไม่เอา", "อาณาจักรแห่งความกลัว", "อารยะขัดขืน", "ความรับผิดชอบของปัญญาชนต่อการรัฐประหาร", "รัฐประหารเป็นสิ่งที่ผ่านไปแล้ว" ฯลฯ ฯลฯ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผม "คลับคล้ายคลับคลา" อยู่ว่า หลังจากผมเขียนประเด็นเหล่านี้ไปแล้วหลายวัน (สัปดาห์-เดือน) มีคนมาเขียน "บทความ" ตีพิมพ์หรือโพสต์ในที่ต่างๆ (และในฟ้าเดียวกันฉบับพิเศษ?) พูดถึงประเด็นเหล่านี้เหมือนกัน&lt;/blockquote&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2752561975561296815-3563982618246823972?l=somsakcouppostings.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2752561975561296815/posts/default/3563982618246823972'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2752561975561296815/posts/default/3563982618246823972'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://somsakcouppostings.blogspot.com/2006/11/19_1603.html' title='เกี่ยวกับการที่ &quot;ฟ้าเดียวกัน&quot; ฉบับพิเศษ รัฐประหาร 19 กันยา ไม่มีบทความของผม'/><author><name>somsak jeamteerasakul</name><uri>http://www.blogger.com/profile/14268134662317735521</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='28' height='32' src='http://2.bp.blogspot.com/_gl9__ug11T0/SMKGqP-9vAI/AAAAAAAAADw/DGuuiEFmCxs/S220/somsak.jpg'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2752561975561296815.post-323566809094109341</id><published>2006-11-25T20:56:00.000-08:00</published><updated>2007-02-02T19:23:23.305-08:00</updated><title type='text'>แลกเปลี่ยนกับ "บ.ก. ลายจุด" แห่ง "มูลนิธิกระจกเงา" และ เครือข่าย 19 กันยา ต้านรัฐประหาร</title><content type='html'>(23-26 พฤศจิกายน 2549)&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;เว็บไซต์ของ เครือข่าย 19 กันยา ต้านรัฐประหาร ซึ่งรับผิดชอบโดย "บ.ก.ลายจุด" (คุณสมบัติ บุญงามอนงค์) แห่ง "มูลนิธิกระจกเงา" ได้ชูคำขวัญ "ไม่เอารถถัง ไม่เอาทักษิณ"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;u&gt;&lt;span style="font-weight:bold;"&gt;คำวิจารณ์ของผม&lt;/span&gt;&lt;/u&gt;&lt;br /&gt;(23 พฤศจิกายน 2549)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight:bold;"&gt;เรียนถาม "บ.ก.ลายจุด" แห่ง "มูลนิธิกระจกเงา" และ เครือข่าย 19 กันยา ต้านรัฐประหาร (และ ฟ้าเดียวกัน ฯลฯ) ด้วยความนับถือ: "ไม่เอาทักษิณ ไม่เอารถถัง" แล้วจะเอาอะไร?&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เรียน ถาม 3 ข้อ ที่ต่อเนื่องกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;(1) "ไม่เอาทักษิณ ไม่เอารถถัง"&lt;br /&gt;ดี แต่จะเอาอะไรครับ?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;(2) ในเมื่อประชาชนส่วนใหญ่ "เอาทักษิณ"&lt;br /&gt;การ "ไม่เอาทักษิณ" นี่แปลว่าอะไร? ไม่ยอมรับการตัดสินของประชาชนส่วนใหญ่?&lt;br /&gt;ถ้าเช่นนั้นจะต่างอะไรกับพวก "รถถัง"?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;(3) &lt;span style="font-weight:bold;"&gt;จุดยืนนี้ มีส่วนในการปูทางทางความคิดให้กับการรัฐประหารอย่างไร? เคยคิดบ้างไหม?&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สิ่งที่ผมมีปัญหากับ ธงชัย, ฟ้าเดียวกัน, เครือข่าย 19 กันยา และคนอื่นๆในแนวเดียวกัน ("ไม่เอาทักษิณ ไม่เอารถถัง" หรือที่ผมเรียกว่า "ปัญญาชน 2 ไม่เอา") ก็คือประเด็นเหล่านี้ โดยเฉพาะประเด็นที่ 3&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในความเป็นจริง ในเมื่อพวกคุณมีแต่ตะโกนคำขวัญประเภท "2 ไม่เอา" แต่ไม่เคยพูดว่า "ในเมื่อทักษิณ ได้รับการเลือกตั้งจากประชาชนส่วนใหญ่ ทักษิณมีสิทธิที่จะเป็นนายกฯ จัดตั้งรัฐบาล" ที่สำคัญ ในการตัดสินใจสนับสนุนการเคลื่อนไหวแอนตี้ทักษิณ ตั้งแต่ในตอนต้น (ไอเดียเรื่องล่ารายชื่อที่ลานโพธิ์ ของ "กลุ่มนศ.รักประชาชน" ไอเดียเรื่อง "NO VOTE" ผมเห็นว่าในที่สุดแล้ว มาจากกระแสทางพวกคุณ หรือได้รับผลสะเทือนจากกระแสทางพวกคุณ เพราะตอนแรก พวกสนธิ มุ่งให้มีการรัฐประหาร และ "ชูธงเหลือง" การเคลื่อนไหว 2 อันที่ยกมานี้ ไม่ได้ทำไปภายใต้การ "ชูธงเหลือง") &lt;u&gt;การรณรงค์ของพวกคุณ ก็เป็นส่วนหนึ่งของกระแสโค่น "ระบอบทักษิณ" ที่ปูทางให้กับการรัฐประหาร&lt;/u&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมมีความรู้สึกว่า การทำราวกับว่า สิ่งที่ "ผ่านไปแล้ว" (3 ข้อข้างต้น) ไม่สำคัญอะไร ไม่ต้อง "วิจารณ์ตนเอง" หรือ defend ตนเอง เป็นลักษณะที่มีคนเรียกว่า pragmatism (สัมฤทธิผลนิยม) อย่างหนึ่ง ไม่ต่างจากที่คนเรียกวิจารณ์คนอื่น (by the way ในบริบทของประวัติศาสตร์ปรัชญาฝรั่ง โดยเฉพาะปรัชญา analytic ร่วมสมัย คำนี้ pragmatism มีความหมายคนละอย่างกับที่กำลังใช้เรียกในกรณีไทยปัจจุบัน ในแง่นี้ ผมออกจะไม่เห็นด้วยกับการใช้คำนี้นัก pragmatism ของปรัชญา analytic ร่วมสมัย อย่าง Rorty, Davidson, Bernstein, Putnum มีหลายอย่างที่ผมเห็นว่าน่าชื่นชม)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขอเสริมเรื่องการรณรงค์ NO VOTE ที่พวกคุณสนับสนุน (หรือเป็น "ต้นธารความคิด" ) ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการรณรงค์แอนตี้ทักษิณ เมื่อบวกกับการบอยคอตต์ไม่ลงเลือกตั้งของประชาธิปัตย์ ชาติไทย ฯลฯ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พวกหลัง (ประชาธิปัตย์ ฯลฯ) ทำการบอยคอตต์ เพื่อปูทางให้กับการรัฐประหารโดยตรง (โดยกษัตริย ใต้ข้ออ้าง "มาตรา 7" หรือ กองทัพ)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ในการรณรงค์ NO VOTE ของพวกคุณ &lt;u&gt;ซึ่งมีส่วนสำคัญให้ move ปูทางรัฐประหารของพวกนี้สำเร็จ&lt;/u&gt; พวกคุณไม่เคย make clear ต่อมวลชนเลยว่า &lt;span style="font-weight:bold;"&gt;" &lt;u&gt;เสียง NO VOTE ไม่ใช่การทำให้การเลือกตั้งนี้เป็น "โมฆะ" (ไม่ใช่ทำให้ "มั่ว")&lt;/u&gt; และ ถ้าเสียง NO VOTE แพ้ ทักษิณ มีสิทธิเป็นรัฐบาล"&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดังนั้น การรณรงค์ NO VOTE ของพวกคุณ จึงเป็นการรับใช้โดยตรงให้กับพวกปูทางรัฐประหาร &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมได้แต่หวังว่า ใน ฟ้าเดียวกัน "ฉบับพิเศษ" รัฐประหาร จะได้อภิปรายปัญหาเหล่านี้ ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญทางประวัติศาสตร์และทางการเมือง แต่เมื่อมองจากรายชื่อคนเขียนที่โฆษณาไว้แล้ว ดูเหมือนความหวังนี้ คงจะเป็นหมันเสียมากกว่า ซึ่งนับว่าน่าเสียดายมาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;u&gt;&lt;span style="font-weight:bold;"&gt;&lt;br /&gt;"บ.ก. ลายจุด" (คุณสมบัติ บุญงามอนงค์) แสดงความเห็นตอบ&lt;/span&gt;&lt;/u&gt;&lt;br /&gt;(24 พฤศจิกายน 2549)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมขอแลกเปลี่ยนดังนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หนึ่ง....ไม่เอารถถัง&lt;br /&gt;ตรงนี้ คงไม่ต้องอธิบายมาก ว่าเหตุใด ไม่เอารถถัง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สอง....ไม่เอาทักษิณ&lt;br /&gt;ณ วินาทีนี้ ผมเห็นว่า คุณทักษิณไม่ควรกลับมามีบทบาททางการเมืองอีก ไม่ใช่เพราะเขาไม่มีสิทธิกลับเข้าสู่ระบอบการเลือกตั้ง และ แน่นอนว่า หากเขากลับมาและชนะการเลือกตั้งอีกครั้ง เขาย่อมมีสิทธิทางการเมืองที่จะเป็นนายกรัฐมนตรี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่างไรก็ตาม ผมเห็นว่า คุณทักษิณไม่ควรกลับมาเป็นนายกฯ อีกครั้งด้วยเหตุผลดังนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;- ผมเชื่อสนิทใจว่า ทักษิณมีผลประโยชน์ทับซ้อน&lt;br /&gt;- ทักษิณแทรกแซงกลไกอิสระจริง&lt;br /&gt;- ทักษิณ เป็นหนึ่งในปมความขัดแย้ง ที่หากนำขึ้นสนามอีกครั้ง ก็ต้องบอกว่า นักมวยคนนี้ช้ำ และง่ายต่อการนำพาความขัดแย้งนั้นกลับมาอีกคร้ง&lt;br /&gt;- ผมเชื่อว่า ประเทศชาติต้องเดินหน้าได้ด้วยคนในชาติ ที่จะต้องมีคนที่มีความรู้ความสามารถในระดับไม่น้อยกว่าคุณทักษิณ และ ประชาชนควรได้มีโอกาสคัดเลือกบุคคลเหล่านั้นด้วยตนเอง โดยไม่ควรยอมรับว่า หากขาดทักษิณแล้ว ประเทศไทยไปไม่ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;u&gt;&lt;span style="font-weight:bold;"&gt;ความเห็นแย้งของผม&lt;/span&gt;&lt;/u&gt;&lt;br /&gt;(26 พฤศจิกายน 2549)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight:bold;"&gt;"แลกเปลี่ยน" กับ บ.ก.ลายจุด ว่าด้วย "2 ไม่เอา" อีกครั้ง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขอบคุณ "บ.ก.ลายจุด" ที่กรุณามา "แลกเปลี่ยน" ประเด็น "ไม่เอารถถัง ไม่เอาทักษิณ"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมมี rejoinder ดังนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อันที่จริง การที่ บ.ก.ลายจุด แลกเปลี่ยนกับผมด้วยการพยายามอธิบายว่า &lt;span style="font-weight:bold;"&gt;ทำไม&lt;/span&gt; "ไม่เอารถถัง" และ &lt;span style="font-weight:bold;"&gt;ทำไม&lt;/span&gt; "ไม่เอาทักษิณ" นั้น ไม่ตรงกับประเด็นที่ผม raise&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพราะผมไม่ได้ถามว่า &lt;span style="font-weight:bold;"&gt;ทำไม&lt;/span&gt; จึง "ไม่เอารถถัง ไม่เอาทักษิณ"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แน่นอน อันนี้ก็ย่อมเป็นสิทธิของ บ.ก.ลายจุด หรือของใคร ที่จะ "ตอบ" หรือ "แลกเปลี่ยน" ในแง่มุมที่ผมไม่ได้ raise ปัญหาคือ ประเด็นที่ผม raise ซึ่งผมยืนยันว่า เป็นปัญหาจริงๆ สำหรับ บ.ก.ลายจุด และคนอื่นๆที่ "ชูคำขวัญ" ลักษณะเดียวกัน (ที่ผมเรียกว่า "ปัญญาชน 2 ไม่เอา" ยังคงอยู่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมยังเห็นว่า เป็นประเด็น หรือข้อวิจารณ์ที่ บรรดาคนที่ชูคำขวัญอย่างนี้ ไม่เคยตอบได้ และตอบไม่ได้ ซึ่งที่สำคัญ มีผลต่อการเคลื่อนไหวทีผ่านมา หรือที่จะเกิดขึ้นในอนาคต&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight:bold;"&gt;อีกครั้ง: ประเด็นของผมคือ ถ้า "2 ไม่เอา" แล้วเอาอะไร?&lt;span style="font-weight:bold;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไม่เคยมีใครในหมู่พวกคุณที่พยายามตอบคำถามอย่างนี้อย่างจริงจัง ซึ่งผมเห็นว่า ในฐานะคนที่ออกาเคลื่อนไหวสาธารณะในเรื่องสำคัญเช่นนี้ ออกจะเป็นการไม่รับผิดชอบทางการเมืองนัก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight:bold;"&gt;ที่สำคัญ ในการ raise ประเด็นนี้ ผมมีนัยยะเชิงวิจารณ์ที่สำคัญอย่างหนึ่งว่า&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;u&gt;ในเมื่อ พวกคุณชูประเด็น "นายกฯต้องมาจากการเลือกตั้ง" การที่พวกคุณยืนกราน "ไม่เอาทักษิณ" (ไม่ใช่เฉพาะตอนนี้ แต่ท่สำคัญตลอดปีที่ผ่านมา) ไม่เป็นการ "กลืนน้ำลายตัวเอง" หรอกหรือ?&lt;/u&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight:bold;"&gt;ลักษณะนี้ ไม่เป็นการสะท้อนวิธีคิดแบบพวกศักดินา ที่ไม่แคร์ว่า ประชาชนส่วนใหญ่เขาจะเลือกใคร แต่ทำตัวเป็นเทวดา อยากไล่ใครออก (ด้วยปืนรถถังและ "บารมี") ก็ทำตามใจชอบ หรอกหรือ?&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตลอดปีที่ผ่านมา การที่พวกคุณ "เอาด้วย" กับกระแสแอนตี้ทักษิณของพวกรถถังและพวกศักดินา ก็เพราะ &lt;u&gt;ในที่สุดแล้ว พวกคุณแชร์กับพวกรถถัง-ศักดินา ด้านที่ไม่แคร์ว่า ประชาชนส่วนใหญ่เขาอยากให้ใครเป็นนายกฯในขณะนั้น&lt;/u&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมพูดตั้งแต่ต้นของการรณรงค์ ที่พวกคุณ "เอาด้วย" กับพวกเขาว่า สิ่งที่น่าละอาย น่าขยะแขยง สะอิดสะเอียน (distastful) ที่สุด ก็คือประเด็นที่ว่า บรรดาปัญญาชนทั้งหลาย รู้ดีว่า ถ้าให้ตัดสินด้วยการเลือกตั้ง ประชาชนส่วนใหญ่ยังต้องการให้ทักษิณเป็นนายกฯ แต่ก็ยืนกราน ทำราวกับว่า เรื่องนี้ ไม่สำคัญอะไร ("กูจะขอไล่ของกูออกให้ได้")&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นี่คือการทำตัวเป็นเทวดา ว่ารู้ดีกว่าคนกว่าสิบล้าน เหมือนพวกรถถัง-ศักดินา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;(ผมเคยตั้งข้อสังเกตด้วยว่า การที่กระแส "เอาด้วยกับเจ้า" สูง ในหมู่ปัญญาชน ในหลายปีที่ผ่านมา (ไม่ใช่เฉพาะปีที่ผ่าน) ต้องมี "รากฐาน" บางอย่าง ที่ลึกซึ้ง ร่วมกัน ระหว่างปัญญาชนกับพวกศักดินา และประเด็นนี้แหละ คือประเด็นสำคัญอันหนึ่ง คือด้านที่ไม่แคร์ต่อกระบวนการเลือกตั้ง ด้านที่ถือว่า ความเป็นอภิสิทธชนของตัวเอง ทำให้ตัวเองกลายเป็นเหมือน "เทวดา" ที่รู้ดี ตัดสินใจแทนคนอื่นๆได้หมด)&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;/p&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2752561975561296815-323566809094109341?l=somsakcouppostings.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2752561975561296815/posts/default/323566809094109341'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2752561975561296815/posts/default/323566809094109341'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://somsakcouppostings.blogspot.com/2006/11/19_25.html' title='แลกเปลี่ยนกับ &quot;บ.ก. ลายจุด&quot; แห่ง &quot;มูลนิธิกระจกเงา&quot; และ เครือข่าย 19 กันยา ต้านรัฐประหาร'/><author><name>somsak jeamteerasakul</name><uri>http://www.blogger.com/profile/14268134662317735521</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='28' height='32' src='http://2.bp.blogspot.com/_gl9__ug11T0/SMKGqP-9vAI/AAAAAAAAADw/DGuuiEFmCxs/S220/somsak.jpg'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2752561975561296815.post-4180483859617497324</id><published>2006-11-25T18:01:00.000-08:00</published><updated>2007-02-02T19:23:50.945-08:00</updated><title type='text'>แลกเปลี่ยนกับหลวงพี่ไพศาลวิสาโล</title><content type='html'>(18-21 พฤศจิกายน 2549)&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight:bold;"&gt;คำถามเริ่มต้นของผม&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;(18 พฤศจิกายน 2549)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลวงพี่ครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แม้หลวงพี่จะให้สัมภาษณ์ ("คนวงใน", &lt;span style="font-weight:bold;"&gt;ไอทีว&lt;/span&gt;ี, 18 พฤศจิกายน 2549) ในประเด็นความสัมพันธ์ระดับชาวบ้านระหว่างชาวพุทธกับชาวมุสลิมภาคใต้เป็นสำคัญ แต่ก็มีหลายตอนที่พาดพิงถึงการเมืองปัจจุบันในแง่นโยบาย-ท่าทีของรัฐบาลชุดนี้ โดยเฉพาะการที่หลวงพี่กล่าวในตอนหนึ่งว่า "อาตมาเองคิดว่ารัฐบาลทำมาถูกทางแล้ว..."&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลวงพี่ไม่คิดว่า เป็นการ endorse รัฐบาลนี้มากเกินไป? ผมไม่อยากจะคิดว่า หลวงพี่เองสนับสนุนรัฐบาลชุดนี้ แต่ถ้าเช่นนั้น การให้สัมภาษณ์ทั้งชุดออกจะ(ไม่)ชอบกลไปหน่อย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ด้วยความระลึกถึง&lt;br /&gt;สมศักดิ์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;(ปล. ผมไม่มีปัญหาใดๆกับการที่พระจะแสดงความเห็นทางการเมือง หรือเกี่ยวข้องกับการเมือง แต่นั่นหมายความว่า พระเองต้องพร้อมจะเข้าสู่วงวิวาทะทางการเมือง รวมทั้งการถูกวิพากษ์จิจารณ์ด้วย)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight:bold;"&gt;คำตอบของหลวงพี่&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;(19 พฤศจิกายน 2549)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เจริญพร อ.สมศักดิ์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในคำให้สัมภาษณ์แก่&lt;span style="font-weight:bold;"&gt;ไอทีว&lt;/span&gt;ี อาตมาเห็นว่ารัฐบาลชุดปัจจุบันได้มาถูกทางแล้วในเรื่องการใช้มาตรการ "รุก"ทางการเมือง เช่น การกล่าวขอโทษสำหรับความผิดพลาดของรัฐบาลชุดที่แล้ว และการถอนฟ้องผู้ต้องหาคดีตากใบ การให้ความเห็นเช่นนี้ไม่ได้เป็นการ endorse ทุกอย่างและทั้งหมดที่รัฐบาลชุดนี้ทำ หากแต่เป็นการสนับสนุนมาตรการเฉพาะเรื่องเท่านั้น แต่ถ้าคำให้สัมภาษณ์จะทำให้เกิดความเข้าใจในลักษณะเหมารวมเช่นนั้น ก็เป็นความเข้าใจผิดของผู้ฟัง หรือไม่ก็เป็นการพูดที่ไม่รัดกุมพอของอาตมา&lt;br /&gt;อาตมาเองแม้จะเห็นว่ารัฐบาลชุดนี้จะขาดฐานที่เข็มแข็งในแง่ความชอบธรรมตามระบอบประชาธิปไตย แต่อะไรที่รัฐบาลทำถูกหรือก่อให้เกิดผลที่ดีงามต่อส่วนรวม ก็สมควรที่จะได้รับความสนับสนุน เช่นเดียวกับที่รัฐบาลทักษิณ แม้จะทำไม่ถูกหลายอย่าง แต่ส่วนไหนที่เขาทำดีหรือก่อให้เกิดประโยชน์แก่ส่วนรวม ก็สมควรได้รับคำชมหรือความสนับสนุนเช่นกัน ไม่เป็นการสมควรเลยที่จะติเรือทั้งโกลน หรือถือคติ "สองขาดี สี่ขาเลว"อย่างใน &lt;span style="font-weight:bold;"&gt;animal farm&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ธรรมและพร&lt;br /&gt;พระไพศาล&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight:bold;"&gt;คำแย้งของผม&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;(21 พฤศจิกายน 2549)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เรียน หลวงพี่ไพศาล&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การได้มาซึ่งอำนาจของรัฐบาลนี้ด้วยการยึดอำนาจรัฐประหารของ คปค/คมช. ไม่ใช่เป็นเพียงการ "ขาดฐานที่เข็มแข็งในแง่ความชอบธรรมตามระบอบประชาธิปไตย" ผมเห็นว่าในทางการเมือง การยึดอำนาจครั้งนี้ เหมือนการ "ฆาตกรรม" หรือ "ข่มขืน" ผู้ที่เป็น "ฆาตกร" และ "นักข่มขืน" ทางการเมือง ไม่มีสิทธิในการดำเนินนโยบายทางการเมืองใดๆตั้งแต่ต้น ในทุกๆวินาทีที่ "ฆาตกร/นักข่มขืน" ทางการเมืองเหล่านี้ อยู่ในอำนาจ เป็นการเหยียบย่ำและเหยียดหยามความเป็นมนุษย์ของคนนับสิบล้านคน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในส้งคมสมัยใหม่ คน 10 คน สามารถมีความเห็น 10 อย่างว่า อะไรคือสิ่งที่ดีที่รัฐบาลควรทำในกรณีหนึ่งๆ นโบายที่หลวงพี่เห็นว่าดี หรือ "ถูก" ในกรณีภาคใต้ ก็มีคนอื่นที่เห็นว่าไม่ดีหรือไม่ถูกต้อง นโยบายรัฐจึงต้องได้มาด้วยการนำเสนอและรณรงค์อย่างเปิดเผย ในบรรยากาศเสรีภาพ ให้ได้มา รัฐบาลที่ได้อำนาจมาด้วยการใช้ปืนใช้กำลังยึดอำนาจอย่างรัฐบาลปัจจุบัน ไม่มีสิทธิใดๆที่ใช้นโยบายใดๆทั้งสิ้น รวมทั้งนโยบายที่เราเห็นว่า "ถูก" ด้วย มิเช่นนั้น ขอเพียงแต่อ้างว่ามี "นโยบายที่ถูกต้อง" ก็สามารถใช้กำลังอาวุธหรือวิธีการใดๆก็ได้เพื่อให้ได้อำนาจมา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;(ผมไม่คิดว่าภาษิตที่หลวงพี่ยกมาเกี่ยวข้องหรืออธิบายอะไรได้ แต่ไหนแต่ไร ผมไม่เห็นด้วยกับการอภิปรายเรื่องทางการเมืองด้วยภาษิต เช่น "สองขาดีสี่ขาเลว" ฟังดู "มีพลัง" เพราะเหมือนเป็นการวิจารณ์การ "เหมารวม" แต่หากผมเปลียนเป็น "นักข่มขืนเลว ผู้ไม่ข่มขืนดี" (ในกรณีความสัมพันธ์ทางเพศ) การพูดแบบ "เหมารวม" ในกรณีหลังก็ย่อมถูกต้อง เรื่อง "อย่าติเรือทั้งโกลน" ก็เช่นกัน ถ้าผมบอกว่า "ห้ามลงมือใช้กำลังข่มขืน ไม่ต้องรอดูว่า 'ผล' ของมันจะเป็นอย่างไรก่อน" อย่างนี้ถือว่า เป็น "ติเรือ" ในขณะที่เป็นเพียง "โกลน" หรือไม่ ถ้าใช่ ผมก็ว่าทำได้... สรุปแล้ว ภาษิตต่างๆ ที่ฟังดู "มีพลัง" หรือ "เข้าท่า" บอกอะไรเราไม่ได้ สู้อภิปรายปัญหาอย่างเป็นเหตุผลรูปธรรมดีกว่า)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ด้วยความระลึกถึง&lt;br /&gt;สมศักดิ์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight:bold;"&gt;ปล.&lt;/span&gt; ทาง &lt;span style="font-weight:bold;"&gt;ไอทีวี&lt;/span&gt; ออกอากาศการสัมภาษณ์ของหลวงพี่ในลักษณะเป็นการ endorse รัฐบาลแน่นอน (และเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความชอบธรรมรายวันให้กับการรัฐประหารและรัฐบาล) ผู้ประกาศได้แนะนำการสัมภาษณ์ โดยการ paraphrase คำของหลวงพี่ที่ว่า "ในการแก้ปัญหาภาคใต้ รัฐบาลได้ทำมาถูกทางแล้ว..."&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;/p&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2752561975561296815-4180483859617497324?l=somsakcouppostings.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2752561975561296815/posts/default/4180483859617497324'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2752561975561296815/posts/default/4180483859617497324'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://somsakcouppostings.blogspot.com/2006/11/blog-post_25.html' title='แลกเปลี่ยนกับหลวงพี่ไพศาลวิสาโล'/><author><name>somsak jeamteerasakul</name><uri>http://www.blogger.com/profile/14268134662317735521</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='28' height='32' src='http://2.bp.blogspot.com/_gl9__ug11T0/SMKGqP-9vAI/AAAAAAAAADw/DGuuiEFmCxs/S220/somsak.jpg'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2752561975561296815.post-7161146541430656976</id><published>2006-11-25T17:37:00.000-08:00</published><updated>2007-02-02T19:24:15.014-08:00</updated><title type='text'>สุนทรพจน์เปรียบเทียบเชอร์ชิล-สุรยุทธ ของเปรม : bad history, but most revealing</title><content type='html'>(17 พฤศจิกายน 2549)&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ได้ไปกล่าวปาฐกถาที่สถาบันเทคโนโลยี่พระจอมเกล้าเจ้าคุณทหาร ลาดกระบัง โดยมีพลเอกสรยุทธ จุฬานนท์ ในฐานะนายกสภามหาวิทยาลัยของสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารฯร่วมนั่งฟังอยู่ด้วย ตอนหนึ่ง พลเอกเปรมได้เปรียบเทียบยกย่อง พลเอกสุรยุทธ ว่าเหมือนกับวินสตัน เชอร์ชิล นายก รมต.สมัยสงครามโลกครั้งที่สองของอังกฤษ (พูดง่ายๆคือเป็นการชมสุรยุทธต่อสาธารณะต่อหน้าสุรยุทธเองเลยทีเดียว!) ข้อความดังกล่าวมีดังนี้ (ดูรายงานใน &lt;a style="font-weight: bold;" href="http://www.matichon.co.th/khaosod/khaosod_detail.php?s_tag=03p0117161149&amp;day=2006/11/16"&gt;ข่าวสด&lt;/a&gt;  ผมได้เปรียบเทียบกับข่าวภาคค่ำของช่อง 11 เมื่อวานนี้ ซึ่งถ่ายทอดเสียงจริงตอนนี้ของพลเอกเปรม พบว่าตรงกัน - การเน้นคำในข้อความต่อไปนี้เป็นของผมเอง)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"ทุกคนต้องรู้จักมิสเตอร์วินสตัน เชอร์ชิลด์ เป็นนายกฯของอังกฤษ สมัยสงครามโลกครั้งที่สอง &lt;u&gt;ที่มาที่ไปก็คล้ายๆ กับคุณสุรยุทธ์ คือไม่ได้เป็นผู้แทนราษฎร &lt;strong style="color: rgb(255, 0, 0);"&gt;แต่ถูกเชิญมาเพราะควีนส์เห็นว่าเหมาะสม&lt;/strong&gt;&lt;/u&gt; คุณเชอร์ชิลด์พูดเรื่องเสียสละ ที่แสดงให้เห็นว่าจำเป็นต้องเสียสละเพื่อชาติบ้านเมือง นายกฯสุรยุทธ์ก็เหมือนกัน คล้ายกับเชอร์ชิลด์ มาเป็นนายกฯโดยไม่ได้ตั้งใจ แต่เพื่อชาติบ้านเมือง"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ข้อความตอนนี้ เป็น bad history เพราะข้อมูลเกี่ยวกับวินสตัน เชอร์ชิล ผิดอย่างถนัด 2 ประการคือ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;(1) เชอร์ชิล เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร คือได้รับเลือกตั้งเป็น สส.ของเขต Epping ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ Essex ตลอดช่วง 1924 ถึง 1945 (ซึ่งครอบคลุมช่วงที่เขาเป็นนายก รมต.ยามสงคราม ระหว่าง 1940 ถึง 1945) หลังจากนั้น ก็เป็น สส.เขต Woodford จากปี 1945 ถึง 1964 (เรียกได้ว่าจนถึงแก่กรรม เขาตายเมื่อ 24 มกราคม 1965) ช่วงเป็น สส.เขต Woodford นี้ เขาได้เป็น นายกฯอีกครั้ง ระหว่าง 1950-1955 ดูรายละเอียดเหล่านี้ได้จาก &lt;a style="font-weight: bold;" href="http://www.chu.cam.ac.uk/archives/churchill_papers/biography/churchill_chronology.php"&gt;Churchill Archive&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความจริง เรื่อง เชอร์ชิล เป็น ส.ส. ขณะเป็นนายกรมต.นี้ ถ้าเอามาเปรียบเทียบกับกรณีสุรยุทธ ยิ่งสำคัญ ในแง่ข้อมูลแวดล้อม คือ หลังจาก Chamberlain (ผู้มีชื่อเสียงฉาวโฉ่ทางประวัติศาสตร์ในฐานะนายกฯอังกฤษผู้ที "เอาใจ/อ่อนข้อให้" ฮิตเลอร์ กรณีเชคโกสโลวาเกีย) ลาออก เพราะล้มเหลวในการบริหารยามสงครามแล้ว ตอนแรก คนที่มีถูกทาบทามให้เป็นแทนคือ Lord Halifax ซึ่งไม่ใช่เป็น สมาชิกสภาล่าง (House of Common) ที่มาจากการเลือกตั้ง แต่เป็นสมาชิกสภาสูง (House of Lord) ที่ไม่ใช่มาจากการเลือตั้ง แต่ Halifax ปฏิเสธตำแหน่ง เพราะเห็นว่า ตัวเองไม่ได้เป็นสมาชิกสภาล่าง จะนำประเทศไม่ได้ Chamberlain จึงเชิญให้เชอร์ชิลมาเป็นนายกฯแทน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;(2) อันที่จริง ประมุขอังกฤษในขณะนั้น คือ กษัตริย์ (คิง) ไม่ใช่ราชินี (ควีน) ดังที่พลเอกเปรมเข้าใจ คือ King Goerge VI (พระราชบิดาพระนางเจ้าอลิซาเบธ ราชินีองค์ปัจจุบัน)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ขณะที่ สุนทรพจน์เชอร์ชิล-สุรยุทธ ของพลเอกเปรม เป็น bad history เพราะผิดพลาดเรื่องข้อมูลสำคัญดังกล่าว แต่กลับเปิดเผยให้เห็นข้อมูลที่น่าสนใจมากๆบางอย่าง (most revealing) อันที่จริง ผมคิดว่า กล่าวได้ว่า &lt;u&gt;นี่เป็นครั้งแรก ที่พลเอกเปรมยืนยันด้วยตัวเองถึง&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;เบื้องหลัง&lt;/span&gt;หรือ&lt;span style="font-weight: bold; color: rgb(255, 0, 0);"&gt;ผู้อยู่เบื้องหลัง&lt;/span&gt;การรัฐประการครั้งนี้ (โดยไม่ตั้งใจ)!!&lt;/u&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;/p&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2752561975561296815-7161146541430656976?l=somsakcouppostings.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2752561975561296815/posts/default/7161146541430656976'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2752561975561296815/posts/default/7161146541430656976'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://somsakcouppostings.blogspot.com/2006/11/bad-history-but-most-revealing.html' title='สุนทรพจน์เปรียบเทียบเชอร์ชิล-สุรยุทธ ของเปรม : bad history, but most revealing'/><author><name>somsak jeamteerasakul</name><uri>http://www.blogger.com/profile/14268134662317735521</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='28' height='32' src='http://2.bp.blogspot.com/_gl9__ug11T0/SMKGqP-9vAI/AAAAAAAAADw/DGuuiEFmCxs/S220/somsak.jpg'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2752561975561296815.post-4556767564709859443</id><published>2006-11-02T16:07:00.000-08:00</published><updated>2007-02-02T19:24:32.666-08:00</updated><title type='text'>ต้องระวังอย่าหลงประเด็น: แถลงการณ์เครือข่าย 19 กันยา กรณีคุณนวมทอง</title><content type='html'>(3 พฤศจิกายน 2549)&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;ใน&lt;a href="http://www.prachatai.com/05web/th/home/page2.php?mod=mod_ptcms&amp;ContentID=5677&amp;SystemModuleKey=HilightNews&amp;System_Session_Language=Thai"&gt;แถลงการณ์ของเครือข่าย 19 กันยา &lt;/a&gt;กรณีคุณนวมทอง ไพรวัลย์ ฆ่าตัวตาย มีข้อความตอนหนึ่งว่า &lt;blockquote&gt;พวกเราขอประณามเผด็จการทหาร-ตำรวจ เผด็จการพลเรือน และบรรดาผู้ที่ค้ำจุนความชอบธรรมให้กับอำนาจเผด็จการทั้งปวง ที่เป็นต้นเหตุแห่งความเลวร้ายนานัปการในปัจจุบันและที่กำลังดำเนินต่อไปในอนาคต และเป็นต้นเหตุสำคัญที่ทำให้คุณลุงต้องตัดสินใจ ‘พลีชีพเพื่อประชาธิปไตย’ ด้วยการขับรถแท็กซี่พุ่งชนรถถังเมื่อ 30 กันยายนที่ผ่านมา โดยเฉพาะขอประณามพันเอกอัคร ทิพโรจน์ รองโฆษกคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ที่สบประมาทคุณลุงว่า ‘ไม่มีใครมีอุดมการณ์มากขนาดยอมพลีชีพได้’ อันเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้คุณลุงต้องตัดสินใจกระทำการ ‘พลีชีพเพื่ออุดมการณ์’ ในครั้งนี้&lt;/blockquote&gt;หากท่านใดอ่านที่ผมเขียนถึงคุณนวมทองก่อนหน้านี้ จะเห็นว่า มีประเด็น "เล็กๆ" ประเด็นหนึ่งที่ผมพยายามจะสื่อ คือ การอธิบายแรงผลักดันให้คุณนวมทองลงมือฆ่าตัวตายประท้วง ผมเห็นว่า ขณะที่เป็นความจริงที่ว่า คำพูด "สบประมาท" ของรองโฆษก คปค.เป็นแรงผลักดันอันหนึ่งที่คุณนวมทองเองยกขึ้นมา (และภรรยาได้กล่าวซ้ำ) ก่อนอื่น &lt;strong&gt;ความรู้สึก "ถูกสบประมาท" ในทีนี้เป็นเรื่องที่มีลักษณะการเมืองไม่ใช่ส่วนตัว&lt;/strong&gt; คือมาจากความไม่เห็นด้วย/คัดค้านการรัฐประหารอย่างรุนแรงของคุณนวมทอง ความรู้สึกว่า "ถูกสบประมาท" จึงเกิดขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ที่สำคัญต้องไม่ลืมว่า อันที่จริง คุณนวมทอง ตั้งใจจะฆ่าตัวตายเพื่อประท้วงรัฐประหาร ตั้งแต่ก่อนจะมีการให้สัมภาษณ์นั้น นั่นคือ &lt;u&gt;เมื่อคุณนวมทองขับรถแท็กซี่เข้าชนรถถังนั้น คุณนวมทองตั้งใจจะทำเพื่อฆ่าตัวตายพร้อมกันไปด้วย&lt;/u&gt;&lt;/strong&gt; (แต่ "คำนวนผิด" เรื่องแรงชน ความเร็วของรถ ฯลฯ) นี่เป็นข้อเท็จจริงที่ยืนยันให้เห็นว่า เรื่อง "คำสบประมาท" นั้น เป็นแรงกระตุ้น (เพิ่มเติม?) ที่มาทีหลัง เป็นเรื่องรองและเล็กในการตัดสินใจฆ่าตัวตายครั้งนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;(ความจริง ส่วนแรกของแถลงการณ์เครือข่าย 19 กันยากล่าวอย่างถูกต้องเรื่องคุณนวมทอง "ตัดสินใจ '&lt;u&gt;พลีชีพ&lt;/u&gt;เพื่อประชาธิปไตย' &lt;u&gt;ด้วยการขับรถแท็กซี่พุ่งชนรถถัง&lt;/u&gt;.." แต่ข้อความต่อมากลับไปเขียนว่า คำพูดสบประมาทของ รองโฆษก "เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ลุงต้องตัดสินใจ")&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;/p&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2752561975561296815-4556767564709859443?l=somsakcouppostings.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2752561975561296815/posts/default/4556767564709859443'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2752561975561296815/posts/default/4556767564709859443'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://somsakcouppostings.blogspot.com/2006/11/19.html' title='ต้องระวังอย่าหลงประเด็น: แถลงการณ์เครือข่าย 19 กันยา กรณีคุณนวมทอง'/><author><name>somsak jeamteerasakul</name><uri>http://www.blogger.com/profile/14268134662317735521</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='28' height='32' src='http://2.bp.blogspot.com/_gl9__ug11T0/SMKGqP-9vAI/AAAAAAAAADw/DGuuiEFmCxs/S220/somsak.jpg'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2752561975561296815.post-8705671874445049210</id><published>2006-11-01T03:24:00.000-08:00</published><updated>2007-02-02T19:24:55.307-08:00</updated><title type='text'>คุณนวมทอง ไพรวัลย์</title><content type='html'>(1 พฤศจิกายน 2549)&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;ผมเขียนข้อความต่อไปนี้ด้วยความยากลำบากที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิตการเขียน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขอเรียนให้ทราบเพียงว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คุณนวมทอง ทำให้ผมรู้สึกละอายใจตัวเองอย่างยิ่ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;/p&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2752561975561296815-8705671874445049210?l=somsakcouppostings.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2752561975561296815/posts/default/8705671874445049210'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2752561975561296815/posts/default/8705671874445049210'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://somsakcouppostings.blogspot.com/2006/11/blog-post_01.html' title='คุณนวมทอง ไพรวัลย์'/><author><name>somsak jeamteerasakul</name><uri>http://www.blogger.com/profile/14268134662317735521</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='28' height='32' src='http://2.bp.blogspot.com/_gl9__ug11T0/SMKGqP-9vAI/AAAAAAAAADw/DGuuiEFmCxs/S220/somsak.jpg'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2752561975561296815.post-1528098220793856867</id><published>2006-11-01T02:38:00.000-08:00</published><updated>2007-02-02T19:26:34.232-08:00</updated><title type='text'>ว่าด้วยกรณีจดหมายเปิดผนึกให้สุรพลเลือกระหว่าง สส. หรือ อธิการบดี มธ.</title><content type='html'>(1 พฤศจิกายน 2549)&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;วันหนึ่ง ในช่วงที่มีการรณรงค์เรียกร้องให้ใช้ ม.7 ซึ่งสุรพล เป็นคนสำคัญคนหนึ่ง (อย่าลืมว่า การเรียกร้องนี้คืออะไร? คือการให้ยกเลิกส่วนสำคัญๆที่สุดของรัฐธรรมนุญที่ใช้อยู่ คือยกเลิกรัฐบาล และรัฐสภาทีมาจากการเลือกตั้ง &lt;strong&gt;นั่นคือ เรียกร้องให้รัฐประหารนั่นเอง เพียงแต่เป็นรัฐประหารที่ให้พระมหากษัตริย์ทำโดยตรง แต่เป็นรัฐประหารแน่นอน&lt;/strong&gt;) .. ผมไปที่ท่าพระจันทร์ และเดินสวนกับ อ. "..." ผมก็ทักทายกับเขา และพูดคุยเรื่องสถานการณ์ โดยเฉพาะบทความที่เขาเขียน ซึ่งผมเห็นด้วยอย่างสำคัญบางประเด็น .. ก่อนจะแยกทางกัน ผมพูดกึ่งเล่นกึ่งจริงกับเขา ถึงเรื่องที่ตัวเองกำลังคิดๆอยู่ว่า "เฮ้ย ผมว่า ถ้าว่างๆ เสร็จเรื่องนี้เมื่อไร จะรณรงค์เอาสุรพลออกจากอธิการ คุณว่าดีไหม? มีอย่างที่ไหน อธิการบดี มธ.เรียกร้อง ม.7" เขาก็หัวเราะ และพูดว่า "เออ คุณเอาสิ ผมจะลงชื่อด้วย"... น่าเสียดายที่ผมเป็นคนขี้เกียจเกินไปจนเป็นนิสัย โดยเฉพาะถ้าเป็นเรื่องอะไรที่เกี่ยวกับการบริหารงาน ตำแหน่ง ฯลฯ สุดท้าย ก็เลยไม่ได้ทำอะไร .. ยิ่งกว่านั้น พอเกิดรัฐประหาร เรื่องเรียกร้อง ม.7 ตอนนั้นก็ไม่ใช่ priority ในการคิดไป...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อหลายวันก่อน เมื่อคุณอุเชนทร์ กับเพื่อน ริเริ่มทำ&lt;a href="http://www.petitiononline.com/domedang/"&gt;จดหมายเปิดผนึก&lt;/a&gt; ล่าลายเซ็นเรียกร้องให้สุรพล เลือกเอาระหว่างตำแหน่ง สส. กับอธิการบดี มธ. ด้านหนึ่ง ผมก็ "ดีใจ" เล็กน้อย .. (ในแง่ที่คิดแบบขำๆถึงไอเดียคล้ายๆกันของตัวเอง ที่เล่าข้างต้น) แต่ขณะเดียวกัน ผมออกจะรู้สึก "ชอบกลๆ" ไม่ได้ ว่า ทำไมข้อเรียกร้องช่าง "หน่อมแน้ม" เหลือเกิน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จริงอยู่ จดหมายเปิดผนึกเรียกร้องว่า ถ้าสุรพลจะยังเป็น สส. ก็ให้ลาออกจากอธิการ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ในทางกลับกัน ตามข้อเรียกร้องเช่นนี้ หมายความว่า &lt;strong&gt;ถ้าสุรพลลาออกจาก สส. ก็เป็นอธิการบดีต่อไปได้&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;u&gt;ยิ่งกว่านั้น เมื่อผมได้อ่านเหตุผลที่บางคนให้ในการลงชื่อสนับสนุน โดยเฉพาะเหตุผลของ จอน อึ๊งภากรณ์ (ลงชื่อลำดับที่ 19) ที่ว่า "ผมเคารพในเหตุผลของอาจารย์และคนที่เชื่อในระบอบประชาธิปไตยทุกๆคนที่ตัดสินใจรับเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติในครั้งนี้ แต่ผมเห็นว่าไม่ควรนำสถาบันที่ตนเป็นผู้บริหารสูงสุดเข้าไปด้วย..." (โดยมี ชาญวิทย์ เกษตรศิริ ลงชื่อลำดับที่ 78 เขียนสนับสนุนว่า "I agree with Jon Ungpakorn.")&lt;/u&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ผมรู้สึกว่า การ "หน่อมแน้ม" นี้ชักจะไปกันใหญ่&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คำว่า "เคารพ" (respect คำยอดฮิตของบางคน) ที่จอนและชาญวิทย์ใช้ในที่นี้ แปลว่าอะไร?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;u&gt;respect การที่ ศาตราจารย์ ผู้ใหญ่ทางกฎหมาย endorse (รับรอง) การยึดอำนาจด้วยกำลังอาวุธ ด้วยการไปเป็น สส.ให้&lt;strong&gt;แล้ว&lt;/strong&gt;?&lt;/u&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และลองสมมุตินะ สมมุติว่าสุรพลเกิดลาออกจาก สส. จริงๆ โดยอาจจะให้เหตุผลทำนองว่า "งานยุ่ง รับภาระ สส. ไม่ได้" หรือกระทั่งว่า "ไม่เห็นด้วยกับรัฐประหาร" (อย่าลืมว่า สุริยใส, เสน่ห์, ชัยวัฒน์ ฯลฯ ก็ล้วนแต่ "ไม่เห็นด้วยกับรัฐประหาร" ทั้งนั้น) ถ้าเป็นเช่นนั้น ก็แปลว่า สุรพลควรยังเป็นอธิการบดีต่อไปได้?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คนที่เรียกร้องให้ฉีกรัฐธรรมนูญ ใช้อำนาจ ม.7 คือ &lt;strong&gt;ให้พระมหากษัตริย์ทำรัฐประหาร&lt;/strong&gt; คนที่&lt;strong&gt;รับเป็น สส.ให้คณะข่มขืนทางการเมืองไปแล้ว&lt;/strong&gt; คนอย่างนี้ ยังควรเป็นอธิการบดี มธ.?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ต่อให้ไม่นับเรื่อง ม.7 ข้อเสนอแบบนี้ ราวกับว่า การที่ สุรพล ตัดสินใจรับเป็น สส.ไปแล้ว เป็นอะไรบางอย่างที่เป็นเรื่องเล็กๆ ที่ไม่ต้องใช้วิจารณญาณตัดสินอะไรมาก ถ้าลาออกเสียตอนนี้ ก็โอเค เป็นอธิการต่อไปได้ ราวกับว่า เป็นเรื่องของเด็กๆ ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ ขอแต่ให้ "สำนึกได้" ก็แล้วกันไป เป็นอธิการบดีต่อไปได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;u&gt;คนระดับศาตราจารย์ทางกฎหมายผู้ใหญ่ ระดับอธิการบดี ไปรับเป็น สส.ให้คณะรัฐประหาร นี่เป็นเรื่องไม่รู้อิโหน่อิเหน่เหมือนเด็กๆ?&lt;/u&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตอนที่มีการรณรงค์คัดค้าน "ย้ายธรรมศาสตร์" (ชาญวิทย์, จอน, และอีกหลายคนที่ลงชื่อตอนนี้) เรียกร้องให้ ผู้บริหาร มธ. ลาออก เพราะ(กล่าวหาว่า) เป็นผู้ "ตัดสินใจ" ย้าย มธ. (ความจริง ผู้มีส่วนในการ "ตัดสินใจ" &lt;u&gt;มีอีกหลายคน รวมทั้งพวกที่รณรงค์เอง&lt;/u&gt;)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ตอนนี้ สุรพล ไป รับรองรัฐประหาร (มิหนำซ้ำ เพิ่งมีประวัติของการเรียกร้องให้พระมหากษัตริย์ทำรัฐประหาร) กลับเรียกร้องแค่ว่า ให้เลือกตำแหน่งหนึ่งตำแหน่งเดียวก็พอ?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;อย่างที่ผมเคยพูดหลายครั้งแล้วว่า แปลกมากๆที่ เมื่อเกิดเรื่องรัฐประหารคราวนี้ บรรดาปัญญาชน นักวิชาการ ช่างกลายเป็นคน "สุภาพ" มี "respect" มี "มารยาททางสังคม" เหลือเกิน.. เปรียบเทียบกับท่าทีที่ใช้กับนักการเมือง หรือผู้ที่ (ถูกหาว่า) ทำงานให้นักการเมืองในอดีตใกล้ๆ ...&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;/p&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2752561975561296815-1528098220793856867?l=somsakcouppostings.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2752561975561296815/posts/default/1528098220793856867'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2752561975561296815/posts/default/1528098220793856867'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://somsakcouppostings.blogspot.com/2006/11/blog-post.html' title='ว่าด้วยกรณีจดหมายเปิดผนึกให้สุรพลเลือกระหว่าง สส. หรือ อธิการบดี มธ.'/><author><name>somsak jeamteerasakul</name><uri>http://www.blogger.com/profile/14268134662317735521</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='28' height='32' src='http://2.bp.blogspot.com/_gl9__ug11T0/SMKGqP-9vAI/AAAAAAAAADw/DGuuiEFmCxs/S220/somsak.jpg'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2752561975561296815.post-3315354406054770222</id><published>2006-10-10T02:05:00.000-07:00</published><updated>2007-02-02T19:29:02.090-08:00</updated><title type='text'>ว่าด้วยกรณี นิธิ รับใช้ทางการเมืองต่อการรัฐประหาร อีกครั้ง</title><content type='html'>(10 ตุลาคม 2549)&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;(สืบเนื่องจาก &lt;a href="http://somsakcouppostings.blogspot.com/2006/10/blog-post_08.html"&gt;กระทู้นี้&lt;/a&gt; และ &lt;a href="http://somsakcouppostings.blogspot.com/2006/10/blog-post_09.html"&gt;กระทู้นี้&lt;/a&gt;)&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;ความจริง ผมไม่รู้สึกว่าที่มีการเขียนแสดงความเห็นต่อกระทู้เรื่อง "&lt;a href="http://somsakcouppostings.blogspot.com/2006/10/blog-post_08.html"&gt;นิธิ เอียวศรีวงศ์ กำลังรับใช้ทางการเมืองต่อคณะรัฐประหาร&lt;/a&gt;" ของผม ส่วนใหญ่ (ดูที่&lt;a href="http://www.prachatai.com/05web/th/home/page2.php?mod=mod_ptcms&amp;ContentID=5346&amp;amp;SystemModuleKey=HilightNews&amp;amp;SystemLanguage=Thai"&gt;&lt;strong&gt;ประชาไท&lt;/strong&gt;&lt;/a&gt;) มีอะไรที่ต้องตอบโต้อภิปราย แต่มีอยู่ประเด็นหนึ่งที่มีการพูดซ้ำๆ และอาจจะเป็นประโยชน์หากผมจะพูดอะไรสัก 2-3 คำในที่นี้ คือเรื่องที่กล่าวว่า บทความของผม "มีแต่ด่า ไม่มีประเด็น"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อันที่จริง คนที่เขียนเช่นนี้ถ้าไม่ใช่เพราะอ่านภาษาไทยไม่ออก ก็ต้องหัวทึบขนาดหนัก แต่เพื่อเป็นการทำทานให้โอกาสกับพวกเขาบ้าง ผมขออนุญาต repeat "ประเด็น" หรือการให้เหตุผล (arguments) ที่ผมเสนอในบทความนั้นสั้นๆ ง่ายๆ ดังนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;1.&lt;/strong&gt; &lt;u&gt;ขณะที่ไม่ยอมประกาศ, เรียกร้อง หรือ เสนอ ให้ "สู้" กับการรัฐประหาร&lt;/u&gt; .....&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;นิธิกลับประกาศ, เรียกร้อง และเสนอ ให้ "สู้" กับสิ่งที่เขาเรียกว่า "ประชานิยมจอมปลอม" ของ รัฐบาลเลือกตั้ง&lt;/span&gt; &lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;2.&lt;/strong&gt; &lt;u&gt;ขณะที่ไม่ยอมอภิปราย หรือเสนอว่า ควรทำอย่างไร จึงจะป้องกันไม่ให้ พวกรัฐประหาร (ไม่ใช่ทหารเท่านั้น แต่คนที่หนุนอยู่ด้วย) "กลับมารวบอำนาจ" ด้วยอาวุธได้อีกในอนาคต&lt;/u&gt; .....&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;&lt;strong&gt;นิธิกลับอภิปราย เสนอ (อันที่จริง คือ เสนอ-ชักชวนต่อคณะรัฐประหารเอง) ให้หาวิธีป้องกันไม่ให้ทักษิณ "กลับมารวบอำนาจ" อีกในอนาคต&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ขอถามว่า การเขียนเช่นนี้ ถ้าไม่เรียกว่าเป็นการรับใช้ทางการเมืองต่อคณะรัฐประหาร แล้วควรเรียกว่าอะไร?&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;&lt;strong&gt;ความงี่เง่า ไร้สติ ไม่รู้จักคิด หรือ?&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;(หรือจะให้เรียกทั้ง 2 อย่าง?)&lt;/strong&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2752561975561296815-3315354406054770222?l=somsakcouppostings.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2752561975561296815/posts/default/3315354406054770222'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2752561975561296815/posts/default/3315354406054770222'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://somsakcouppostings.blogspot.com/2006/10/blog-post_10.html' title='ว่าด้วยกรณี นิธิ รับใช้ทางการเมือ
